แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การส่งเสริมการขาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การส่งเสริมการขาย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

จัดกิจกรรมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างไร หลีกเลี่ยงการผิดกฎหมาย

ปรุฬห์ รุจนธำรงค์
ปรับปรุงล่าสุด 27 กรกฎาคม 2558

          หลายท่านคงประสบปัญหาช่วงที่ยอดขายผลิตภัณฑ์สุขภาพในร้านหรือสถานประกอบการของตนไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ กำลังคิดหาช่องทางการโฆษณาและการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่จะทำอย่างไรจึงป้องกันไม่ให้ฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะถ้าถูกลงโทษขั้นต่ำเป็นลงโทษปรับก็มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นต้นทุนของร้านหรือสถานประกอบการเพิ่มเติมเข้าไปอีก และส่งผลถึงภาพลักษณ์ได้ว่าเป็นผู้ประกอบการที่ไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย
          ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จะกล่าวถึงในที่นี้ ได้แก่ ยา อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตรายที่ใช้ทางสาธารณสุข ของดเว้นไม่กล่าวถึงวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และยาเสพติดให้โทษ
          ก่อนที่จะเข้าสู่กิจกรรมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายในแต่ละหัวข้อ ต้องมาทำความเข้าใจหลักการที่สำคัญของกฎหมายก่อนว่าจะถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายหรือต้องถูกลงโทษในกรณีใดได้บ้างนั้น ต้องทราบไว้ก่อนว่า จะรับโทษทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำสิ่งที่กฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ซึ่งเป็นหลักการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 39 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2
          นอกจากนี้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59  วรรคแรก ได้บัญญัติไว้ว่า “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา” นั่นหมายความว่า ถ้าไม่ได้เจตนาก็ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดว่าต้องรับโทษกรณีที่เป็นการกระทำโดยประมาท ก็ไม่ต้องรับโทษเนื่องจากการกระทำโดยประมาทนั้น
          เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 และมาตรา 59 อยู่ในภาค 1 ของประมวลกฎหมายอาญา จึงสามารถนำไปใช้กับกฎหมายอื่นซึ่งกำหนดโทษทางอาญาได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 เว้นแต่กฎหมายนั้นๆ จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ไม่มีบทบัญญัติว่ากรณีประมาททำให้ยาที่ผลิตขึ้นหรือยาที่ขายเป็นยาปลอม ก็ไม่มีบทบัญญัติให้รับโทษฐานผลิตหรือขายยาปลอมโดยประมาท ดังนั้นจึงไม่สามารถลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ได้

          ต่อไปมาพิจารณากิจกรรมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายดังต่อไปนี้ว่าสามารถกระทำได้มากน้อยเพียงใด


          1. การลดราคา
                    กรณีการลดราคาแม้ว่าจะมีการจูงใจให้เกิดการบริโภคเพิ่มมากขึ้นได้ ถ้าพิจารณาดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพแล้วไม่ว่าจะเป็นยา อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตรายที่ใช้ทางสาธารณสุข จะพบว่าไม่มีการห้ามเกี่ยวกับการลดราคา เนื่องจากกฎหมายในขณะนั้นมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้คุ้มครองประชาชนทั่วไป และการลดราคานั้นประชาชนจะได้รับประโยชน์มากกว่า บางคนอาจโต้แย้งว่ายาห้ามลดราคาไม่ใช่หรือ โดยอ้างพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 ว่า “ห้ามมิให้โฆษณาขายยาโดยวิธีแถมพกหรือออกสลากรางวัล” ถ้าตั้งใจอ่านมาตรา 90 ให้ดีจะพบว่ากฎหมายมีวัตถุประสงค์ห้าม 2 กรณีที่สำคัญคือ กรณีแรกเป็นการห้ามการโฆษณาขายยาโดยวิธีแถมพก และกรณีที่สองเป็นการห้ามโฆษณาขายยาโดยวิธีการออกสลากรางวัล และถ้าพิจารณาส่วนอื่นพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ก็ไม่ได้บัญญัติห้ามเรื่องการลดราคายาไว้ ดังนั้น จึงไม่สามารถลงโทษเรื่องการลดราคายาได้ เพราะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 39 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2
                    กรณีสินค้าประเภทอื่น เช่น อาหาร เครื่องสำอาง ยกตัวอย่างโฆษณาของห้างสรรพสินค้าบางแห่งที่โฆษณาลดถูกกว่าเดิม ก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่าห้ามโฆษณาเรื่องลดราคาเช่นเดียวกัน
                    แต่ถ้าแสดงราคาไม่ถูกต้องไม่ได้ถูกต้อง เช่น ติดป้ายข้างกล่องว่าราคา 100 บาท แต่ขายจริงราคา 105 บาท ไม่ได้ถูกลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 แต่ถูกลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มาตรา 40 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
                    
          2. การสะสมแต้ม แสตมป์ คูปอง  
                    การโฆษณาว่าซื้อสินค้าแล้วจะได้รับการสะสมแต้ม แสตมป์ หรือคูปอง เป็นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อมีการซื้อสินค้าให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ และจะได้รับมาฟรี หรือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนของแต้มที่ แสตมป์ หรือคูปองที่ได้รับมานี้ หรือไม่ต้องมีการเสี่ยงโชค
                    เมื่อเป็นส่วนที่ได้รับมาฟรีผลิตภัณฑ์ยาจึงไม่สามารถมีการสะสมแต้มได้ เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 ห้ามโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพก เพราะการได้รับแต้ม แสตมป์ หรือคูปอง เป็นส่วนที่แถมเมื่อมีการซื้อยา ส่วนผลิตภัณฑ์อาหาร (เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ไม่ได้มีบทบัญญัติห้ามไว้ จึงสามารถทำได้ เครื่องสำอางตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ไม่ห้ามไว้จึงสามารถทำได้ ส่วนเครื่องมือแพทย์ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 มาตรา 59(3) ห้ามเพียงการโฆษณาต้องไม่จัดให้มีรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ แต่ไม่กล่าวถึงเรื่องการแถม จึงสามารถทำได้ วัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ไม่ได้ห้ามไว้จึงสามารถทำได้ 
                    กรณีศึกษา สินค้าในกลุ่มยาไม่สามารถเข้าร่วมการสะสมแต้มได้ เนื่องจากฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90

          3. การแลกแต้ม แลกสินค้า
                    เมื่อมีการสะสมแต้ม แสตมป์ หรือคูปองจำนวนหนึ่งแล้ว อาจถึงช่วงเวลาที่ต้องใช้ประโยชน์จากแต้มหรือคะแนนเหล่านั้น มีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังนี้
                    กรณีการแลก แลกเปลี่ยน เพื่อประโยชน์ทางการค้า เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า “ขาย” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551  เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า “จำหน่าย” ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ดังนั้น จึงต้องพิจารณาถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขาย เพราะจะมีผลต่อใบอนุญาตในการขาย และสถานที่ขายด้วย
                    หากนำแต้ม แสตมป์ หรือคูปอง ไปแลกสินค้าอื่นที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์สุขภาพก็ไม่มีปัญหา
                    ถ้านำแต้มไปแลกเป็นยา ก็ให้คิดว่าเป็นการใช้แต้มนั้นเป็นเงินแล้วไปซื้อยา ซึ่งก็ต้องทำตามเงื่อนไขเกี่ยวกับการขายยาไม่ว่ายานั้นจะเป็นยาประเภทใด เช่น ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณ ซึ่งต้องมีใบอนุญาตขายยา หรือต้องทำตามเงื่อนไขเกี่ยวกับการขายส่ง ยกเว้นยาสามัญประจำบ้านไม่ต้องมีใบอนุญาตขายยาและสามารถขายที่ไหนก็ได้
                    ถ้านำแต้มไปแลกเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง ก็ไม่มีปัญหา เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดให้มีใบอนุญาตขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้
                    ถ้านำไปแลกเป็นเครื่องมือแพทย์ ก็ต้องพิจารณาว่าเครื่องมือแพทย์นั้นเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ต้องใช้ใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์หรือไม่ ถ้าเป็นการแลกถุงยางอนามัย เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ต้องมีใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์อยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นชุดตรวจเชื้อเอชไอวีต้องมีใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์ ดังนั้นต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการขายเครื่องมือแพทย์

          4. การแจกสินค้าตัวอย่าง
                    การแจกเพื่อประโยชน์ทางการค้า เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า “ขาย” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551  เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า “จำหน่าย” ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ดังนั้น จึงต้องพิจารณาถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขาย เพราะจะมีผลต่อใบอนุญาตในการขาย และสถานที่ขายด้วย
                    การแจกยาตัวอย่าง ถ้าเป็นยาสามัญประจำบ้าน ไม่ต้องได้รับใบอนุญาตขายยา ไม่มีบทลงโทษไว้ จึงไม่ถือว่าฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ถ้าเป็นยาที่ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านจะต้องมีใบอนุญาตขายยา และห้ามขายนอกสถานที่เว้นแต่เป็นการขายส่ง ดังนั้น การแจกยาตัวอย่างซึ่งไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านนอกร้านยา นอกบริษัทยาซึ่งได้รับใบอนุญาตขายยาจึงไม่สามารถทำได้ แต่ถ้านำยาที่ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านนั้นไปแจกให้โดยตรงต่อแพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ เภสัชกร พยาบาล จะเข้านิยามขายส่งตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ทันที ดังนั้นจึงไม่ถือว่าฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 19(1) หรือมาตรา 53



                    ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ หากมีการแจกยาตัวอย่างให้กับประชาชนทั่วไปโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ อาจมีปัญหาด้านจริยธรรมหรือจรรยาบรรณวิชาชีพในประเด็นไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน
                    การแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง ก็ไม่มีปัญหา เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดให้มีใบอนุญาตขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้
                    การแจกตัวอย่างเครื่องมือแพทย์ ก็ต้องพิจารณาว่าเครื่องมือแพทย์นั้นเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ต้องใช้ใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์หรือไม่ ถ้าเป็นการแจกถุงยางอนามัย เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ต้องมีใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์อยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นชุดตรวจเชื้อเอชไอวีต้องมีใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์ ดังนั้นต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการขายเครื่องมือแพทย์ 
                    กรณีศึกษา นำตัวอย่างผลิตภัณฑ์วิตามินซีไปแจก ขั้นแรกดูให้ดีก่อนว่าวิตามินซีที่นำไปแจกนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาหรืออาหาร (มี เครื่องหมาย อย.และเลข 13 หลัก) ก็สามารถนำไปแจกได้ แต่ถ้าขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ยา (มีคำว่า Reg.No.) ต่อมาก็ดูว่ามีระบุยาสามัญประจำบ้านในกรอบสีเขียวหรือไม่ ถ้ามีก็เป็นยาสามัญประจำบ้าน แจกนอกสถานที่ได้ ถ้าไม่ใช่ให้แจกในร้านยาเท่านั้น หรือในสถานที่ที่มีใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน

เครื่องหมาย อย.

                     กรณีการแจกสินค้าตัวอย่างนี้ สามารถนำไปใช้กับกรณีการเร่ขายได้เช่นกัน

          5. การแถม  
                    ผลิตภัณฑ์ยาไม่สามารถแถมได้ เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 ห้ามโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพก อาหารตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 เครื่องสำอางตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 วัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ไม่ห้ามไว้จึงสามารถทำได้ ส่วนเครื่องมือแพทย์ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 มาตรา 59(3) ห้ามเพียงการโฆษณาต้องไม่จัดให้มีรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ แต่ไม่กล่าวถึงเรื่องการแถม จึงสามารถทำได้ วัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ไม่ได้ห้ามไว้จึงสามารถทำได้
                    สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีบันทึกเรื่อง การโฆษณาขายยาโดยวิธีแถมพก (เรื่องเสร็จที่ 142/2522) ซึ่งคณะกรรมการกฤษีกาได้พิจารณาเรื่องการโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพก ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 โดยมีความเห็นว่า “ข้อห้ามการโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพก บทบัญญัติมาตรา 90 มิได้จำกัดว่าต้องเป็นการโฆษณาแถมพกให้กับผู้ใด ดังนั้น ผู้ที่จะได้ของแถมพกจึงอาจเป็นผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ป่วย หรือเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะหรือร้านขายยาก็ได้ แต่โดยที่บทบัญญัติมาตรา 90 นี้ เป็นกรณีห้ามเกี่ยวกับวิธีแถมพกเพื่อคุ้มครองการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้ซื้อ ข้อเท็จจริงจึงต้องได้ความว่าการแถมพกของอย่างหนึ่งอย่างใดนั้นเป็นการให้เพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการขายยาตามปกติ หรืออีกนัยหนึ่งการให้ของนั้นแก่ผู้ซื้อมีขึ้นเนื่องจากการขายยาหรือมีความสัมพันธ์โดยตรงหรือใกล้ชิดกับการขายยาเท่านั้น จึงจะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 90 นี้ แต่ถ้าการให้ของนั้นเป็นการแจกอย่างแท้จริง คือมิได้มีขึ้นเนื่องจากการขายยาหรือมิได้มีความสัมพันธ์โดยตรงและใกล้ชิดกับการขายยา ก็จะถือว่าเป็นการโฆษณาขายยาโดยวิธีแถมพกอันฝ่าฝืนมาตรา 90 นี้ไม่ได้”
                    กรณีศึกษา บริษัทยาโฆษณาขายยาต่อร้านขายยาว่าซื้อยาครบ 10 กล่อง แถม 1 กล่อง ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพกตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 แต่ถ้าเป็นการคิดราคายา 11 กล่องในราคา 10 กล่อง ไม่เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 เนื่องจากพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ไม่ได้มีบทบัญญัติห้ามลดราคายา
                    กรณีศึกษา บริษัทยาโฆษณาขายยาต่อร้านขายยาหรือแพทย์ว่า ซื้อยาครบตามยอดซื้อที่กำหนดไว้ จะได้ไปศึกษาดูงาน ได้ไปท่องเที่ยว หรือได้รับสวัสดิการของสถานพยาบาล ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพกตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90
                    กรณีศึกษา ร้านสะดวกซื้อติดป้ายประกาศว่าซื้อผลิตภัณฑ์ลูกอมซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้าน 1 ซอง ได้รับแสตมป์ 6 ดวง ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพกตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90
                    กรณีศึกษา ร้านขายยาติดป้ายว่าซื้อผลิตภัณฑ์วิตามินซีซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ยาจำนวน 4 กล่อง แถมผลิตภัณฑ์วิตามินซีนั้นอีก 1 กล่อง หรือแถมสินค้าอื่น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพกตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90
                    ส่วนการแถมพกตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 8 ดูหัวข้อการจับสลากรางวัลต่อไป

          6. การจับสลากรางวัล การเสี่ยงโชค
                    พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 กำหนดห้ามโฆษณาขายยาโดยวิธีออกสลากรางวัล ส่วนพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 มาตรา 59(3) ห้ามการโฆษณาต้องไม่จัดให้มีรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่ายาและเครื่องมือแพทย์ได้ห้ามเรื่องการจับสลากรางวัลและการเสี่ยงโชคไว้แล้ว ส่วนผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นในกฎหมายนั้นไม่ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะ จึงต้องพิจารณาตามกฎหมายทั่วไป ในกรณีนี้ คือ พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522
                    การชิงโชค การจับสลากรางวัล ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 8 “การจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค โดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพ จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตก่อนจึงจะทำได้” ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50 บาท ขึ้นไปจนถึง 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 14
                    กฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ข้อ 15 ซึ่งแก้ไขโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 44 (พ.ศ. 2548) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 กำหนดว่า ผู้ใดประสงค์จะจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใดๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพตามมาตรา 8 ให้ทำคำขอรับใบอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นแถมพกหรือรางวัลในการเสี่ยงโชคโดยวิธีใดๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพ (พ.น. 36 01-50) ยื่นต่อเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตประจำท้องที่ ดังนี้
                     (1) ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่กรมการปกครอง
                     (2) ในจังหวัดอื่น นอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่ที่ทำการปกครองอำเภอ หรือที่ทำการปกครองกิ่งอำเภอ”
                    ในกรุงเทพมหานคร ให้ออกใบอนุญาตได้เมื่ออธิบดีกรมการปกครองสั่งอนุมัติแล้ว ในจังหวัดอื่น นอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ออกใบอนุญาตได้เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งอนุมัติแล้ว ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ข้อ 4 ซึ่งแก้ไขโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 44 (พ.ศ. 2548) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478
                    ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใดๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ข้อ 15 ข้อ  18 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ. 2524) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 กำหนดดังนี้
กำหนดอายุใบอนุญาต
ค่าธรรมเนียม
1 วัน
ไม่เกิน 7 วัน
ไม่เกิน 1 เดือน
ไม่เกิน 6 เดือน
ไม่เกิน 1 ปี
300 บาท
600 บาท
1,500 บาท
6,000 บาท
9,000 บาท
                    คนดีที่จะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายนี่ต้นทุนสูงจริง ๆ ถ้าไม่ขออนุญาตให้คำนวณความน่าจะเป็นที่จะถูกลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 8 ก็แล้วกัน แต่ปกติก็ไม่ค่อยเห็นข่าวพวกนี้อยู่แล้ว เห็นแต่ข่าวตำรวจไปปิดบ่อนตามบ้านในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือในคดีเด็ดของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7
                    นอกจากนี้ยังมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 เข้ามาเกี่ยวข้องอีก เนื่องจากมีเรื่องเกี่ยวกับการโฆษณาแถมพก เสี่ยงโชค หรือจับสลากรางวัล หากไม่มีกฎหมายใดบัญญติไว้โดยเฉพาะ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 21 แล้ว จะต้องมาใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ทันที ซึ่งก็ได้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ได้วางหลักเกณฑ์การโฆษณาไว้ในข้อ (3) (4) (5) ของกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในเรื่องเนื้อหาการโฆษณา ไม่ต้องขออนุญาตต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ต้องมีเนื้อหา ดังนี้
                    - ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจะจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ก่อนที่ผู้ประกอบธุรกิจนั้นได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน
                    - ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการพนันแล้ว หรือข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการประกวดชิงรางวัล โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวมิได้ระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้
                     (ก) หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือข้อกำหนดในการเสี่ยงโชคหรือในการประกวดชิงรางวัล
                     (ข) วัน เดือน ปีที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของการจัดให้มีการเสี่ยงโชคหรือการประกาศชิงรางวัล เว้นแต่กรณีที่เป็นการโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการเสี่ยงโชคหรือการประกวดชิงรางวัลนั้นจะให้ปรากฏในส่วนที่เป็นภาพหรือในส่วนที่เป็นเสียงอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ แต่ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดนั้นจะต้องให้ปรากฏทั้งในส่วนที่เป็นภาพและส่วนที่เป็นเสียง
                     (ค) ประเภทและลักษณะของของแถมพกหรือรางวัลจำนวนและมูลค่าของของแถมพกหรือรางวัลแต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภท เว้นแต่กรณีที่การโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถมพกหรือรางวัลแต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภทก็ได้ แต่ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องระบุมูลค่ารวมของแถมพกหรือรางวัลทุกประเภทไว้แทน
                    ในกรณีที่สิ่งซึ่งจัดเป็นของแถมพกหรือรางวัลเป็นสิ่งซึ่งมีมูลค่าที่ผู้บริโภคอาจทราบได้โดยทั่วไป และข้อความโฆษณานั้นได้แสดงให้ผู้บริโภคทราบถึงประเภทและลักษณะของของแถมพกหรือรางวัลไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถมพกหรือรางวัลนั้นไว้ก็ได้
                     (ง) เขตหรือถิ่นที่มีการจัดให้มีการเสี่ยงโชคหรือการประกวดชิงรางวัล เว้นแต่กรณีที่เป็นการจัดให้มีขึ้นทั่วราชอาณาจักร
                     (จ) วัน เดือน ปี เวลา และสถานที่ซึ่งกำหนดไว้สำหรับการทำการเสี่ยงโชคหรือการตัดสินการประกวดชิงรางวัล
                     (ฉ) สื่อโฆษณาที่จะใช้ในการประกาศรายชื่อผู้ได้รับของแถมพกหรือรางวัลจากการเสี่ยงโชคหรือการประกวดชิงรางวัล
                     - ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการให้ของแถม หรือให้สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวมิได้ระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้
                     (ก) หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือข้อกำหนดในการให้ของแถม หรือให้สิทธิหรือประโยชน์
                     (ข) วัน เดือน ปีที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของการจัดให้มีการให้ของแถม หรือให้สิทธิหรือประโยชน์ เว้นแต่
                          (1) กรณีที่เป็นการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการให้ของแถม ให้สิทธิหรือประโยชน์นั้น จะให้ปรากฏในส่วนที่เป็นภาพหรือในส่วนที่เป็นเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดนั้นจะต้องให้ปรากฏทั้งในส่วนที่เป็นภาพและส่วนที่เป็นเสียง
                           (2) กรณีที่เป็นการให้ของแถมโดยการติดของแถมไว้กับสินค้าในลักษณะที่ผู้บริโภคสามารถเห็นของแถมนั้นได้อยู่แล้ว หรือโดยการบรรจุของแถมไว้ในหีบห่อของสินค้านั้นและได้ระบุข้อความไว้ที่หีบห่อบรรจุสินค้านั้นว่าได้จัดให้มีการให้ของแถมโดยให้เปล่าพร้อมกับการขายสินค้านั้นแล้ว
                      (ค) ประเภท ลักษณะ และมูลค่าของของแถม สิทธิหรือประโยชน์แต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภท เว้นแต่กรณีที่เป็นการโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถม สิทธิหรือประโยชน์แต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภทก็ได้ แต่ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องระบุมูลค่ารวมของของแถม สิทธิหรือประโยชน์ทุกประเภทไว้แทน
                     ในกรณีที่สิ่งซึ่งจัดเป็นของแถม หรือสิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่านั้น เป็นสิ่งซึ่งมีมูลค่าที่ผู้บริโภคอาจทราบได้โดยทั่วไป และข้อความโฆษณานั้นได้แสดงให้ผู้บริโภคทราบถึงประเภทและลักษณะของของแถม สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่าไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถม สิทธิหรือประโยชน์ โดยให้เปล่านั้นไว้ก็ได้
                      (ง) เขตหรือถิ่นที่จัดให้มีการให้ของแถม ให้สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า เว้นแต่กรณีที่เป็นการจัดให้มีขึ้นทั่วราชอาณาจักร
                      (จ) สถานที่ที่กำหนดไว้ให้ผู้บริโภคมารับของแถม หรือสิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า เว้นแต่
                           (1) กรณีที่จัดให้มีการรับของแถม สิทธิหรือประโยชน์ ณ ร้านค้า หรือตัวแทนจำหน่ายสินค้านั้นทั่วไปทุกแห่ง  หรือ
                           (2) กรณีที่เป็นการให้ของแถมโดยการติดของแถมไว้กับสินค้าในลักษณะที่ผู้บริโภคสามารถเห็นของแถมนั้นได้อยู่แล้ว  หรือโดยการบรรจุของแถมไว้ในหีบห่อของสินค้านั้นและได้ระบุข้อความไว้ที่หีบห่อบรรจุสินค้านั้นว่าได้จัดให้มีการให้ของแถมโดยให้เปล่าพร้อมกับการขายสินค้าแล้ว

          7. แผ่นพับและการโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต
                    ผู้ประกอบการหลายคนต้องการทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อช่วยในการโฆษณาสินค้าที่มีขายของตน โดยอาจจะทำเป็นแผ่นพับอย่างง่าย ๆ แจกให้กับลูกค้าหรือประชาชนทั่วไป หรือจัดทำเว็บไซต์ขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต สิ่งที่ควรระลึกไว้ คือ การจัดทำแผ่นพับ การจัดทำเว็บไซต์นั้นเป็นรูปแบบของการโฆษณา นั่นหมายความว่าบางผลิตภัณฑ์จะต้องมีการขออนุญาตก่อนการโฆษณา จึงต้องระวังเรื่องการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนการโฆษณา
                    ผลิตภัณฑ์ยา ต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณาตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 88 ทวิ เครื่องมือแพทย์ ต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณาตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 มาตรา 57 ผลิตภัณฑ์อาหารจะต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณาหากมีการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพหรือสรรพคุณของอาหาร ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 41 ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย ไม่ต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณา
                    ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการทำแผ่นพับขึ้นเอง ควรใช้แผ่นพับที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องสำหรับกรณีผลิตภัณฑ์ยา สังเกตจะมีคำว่า ฆท ..../..(ปี พ.ศ.).. กรณีผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์  สังเกตจะมีคำว่า ฆพ ..../..(ปี พ.ศ.).. (มักมีปัญหาบ่อยมากเมื่อแนะนำเครื่องมือแพทย์ เช่น เตียง ที่นอนลม เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด) กรณีผลิตภัณฑ์อาหาร สังเกตจะมีคำว่า ฆอ ..../..(ปี พ.ศ.).. (มักมีปัญหาบ่อยมากสำหรับผลิตภัณฑ์คอลลาเจน กลูตาไธโอน)
                    ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณา เช่น เครื่องสำอาง วัตถุอันตราย ก็ควรเลือกใช้สื่อแผ่นพับหรือโฆษณาที่สามารถระบุตัวตนผู้จัดทำสื่อนั้นขึ้นมาให้ได้ หรือหากจัดทำขึ้นมาเองก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้อความที่โอ้อวดเกินจริง หรือหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เช่น เครื่องสำอางห้ามใช้ข้อความว่า "รอยหลุมสิวดูตื้นขึ้น...รอยดำ รอยอักเสบแดงแลดูจางลง...ช่วยลดปัญหาสิวเกิดซ้ำซ้อน" มีลักษณะว่าเป็นการแสดงสรรพคุณของยา ไม่สามารถกระทำได้ (ดู http://www.fda.moph.go.th/www_fda/data_center/ifm_mod/nw/ผลการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค_ฉบับที่_109__ปีงบประมาณ_2555.pdf
                    กรณีศึกษา แผ่นพับแนะนำเรื่องโรค การปฏิบัติตน เทคนิคการใช้ยา หากไม่มีการสื่อถึงชื่อการค้าของยาเพื่อจะขายยาของตนแล้ว ไม่ถือว่าเป็นการโฆษณาขายยา

          8. บริการตรวจสุขภาพ 
                    หลายคนใช้วิธีการจูงใจหรือเชิญชวนด้วยวิธีการให้มาใช้บริการตรวจสุขภาพ เช่น การวัดความดันโลหิต การเจาะปลายนิ้วเพื่อตรวจน้ำตาลในเลือด เพื่อเป็นการคัดกรองโรคผู้ป่วย ประเด็นนี้อาจถูกตั้งข้อสงสัยจากบางวิชาชีพ เช่น พยาบาล เทคนิคการแพทย์ ว่าการกระทำนี้มีลักษณะเป็นการก้าวล่วงการประกอบวิชาชีพของเขาหรือไม่
                    แต่กฎหมายวิชาชีพมักมีข้อยกเว้นกระทำต่อตนเอง พยาบาลมีข้อยกเว้นการช่วยเหลือหรือเยียวยาแก่ผู้ป่วยตามหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามธรรมจรรยาโดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน เทคนิคการแพทย์มีข้อยกเว้นการช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยตามหน้าที่ ตามกฎหมาย หรือตามธรรมจรรยา โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน ไม่ถือว่าต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
                    ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงหรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นระหว่างวิชาชีพ อาจเตรียมเครื่องมือเหล่านั้นให้ผู้ป่วยได้บริการตนเอง (ตรวจด้วยตนเอง) เนื่องจากจะได้รับการยกเว้นในประเด็นการประกอบวิชาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกฎหมายวิชาชีพทุกวิชาชีพ หรือถ้าอ้างเรื่องการมิได้รับประโยชน์ตอบแทนก็ห้ามคิดค่าบริการจากการตรวจสุขภาพนี้

          9. บริการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ
                    สิ่งที่ควรท่องไว้ให้ขึ้นใจ คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้าจะต้องมีการขึ้นทะเบียนหรือจดแจ้งอย่างถูกต้องเสมอ (มักมีปัญหากับกรณีที่สั่งผลิตภัณฑ์ทางไปรษณีย์ ทางเว็บไซต์ หรือไปนำผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศด้วยตนเอง) และการนำผลิตภัณฑ์นั้นมาขายในสถานประกอบการจะต้องมีฉลากอย่างถูกต้อง เช่น มีฉลากภาษาไทย หรือมีข้อความครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้น หากจัดบริการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ถ้าดำเนินการอย่างไม่ถูกต้องมักมีปัญหาอย่างน้อย 2 เรื่อง เสมอ คือ นำเข้าผลิตภัณฑ์นั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดแจ้งอย่างถูกต้อง ขายผลิตภัณฑ์นั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดแจ้งอย่างถูกต้อง และกรณีแสดงฉลากไม่ถูกต้อง
                    ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ควรขายผลิตภัณฑ์ที่มีการขึ้นทะเบียนหรือมีการจดแจ้งอย่างถูกต้อง ขั้นตอนต่อมาก็ให้ตรวจสอบดูว่าฉลากผลิตภัณฑ์ที่ขายได้แสดงฉลากครบถ้วนหรือไม่ เช่น ฉลากภาษาไทย มีชื่อ-ที่ตั้งของผู้ผลิตที่ชัดเจน มีระบุส่วนประกอบสำคัญ ไม่มีข้อความที่อวดอ้างเกินจริงบนฉลาก

          10. บริการรับสั่งสินค้าทางโทรศัพท์ ทางอินเตอร์เน็ต พร้อมบริการจัดส่ง
                    ผลิตภัณฑ์ยาที่ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน จะต้องมีการขายในสถานที่ซึ่งได้รับอนุญาตขายยา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนเข้ามารับบริการในสถานที่นั้น เว้นแต่กรณีขายส่งตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 จึงจะได้รับการยกเว้นให้สามารถขายนอกสถานที่ที่ได้รับใบอนุญาตได้ ดังนั้น จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่ประชาชนทั่วไปจะมาสั่งซื้อยาทางโทรศัพท์ หรือทางอินเตอร์เน็ต แล้วมีบริการจัดส่งยาไปให้ กรณีที่ยานั้นเป็นยาแผนปัจจุบัน จะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 19(1) หรือกรณีเป็นยาแผนโบราณจะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 53  
                    ส่วนผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบันแล้วไปทำกิจกรรมเปิดให้สั่งซื้อยาแผนปัจจุบันทางโทรศัพท์หรือทางอินเตอร์เน็ตแล้วมีบริการจัดส่ง จะเป็นการขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือไม่มีใบอนุญาตขายยาแผนโบราณแล้วเปิดให้สั่งซื้อยาแผนโบราณ จะเป็นการขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 46 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 5,000 บาท
                    ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ (เช่น เตียง รถเข็น เสาแขวนน้ำเกลือ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องตรวจน้ำตาลในเลือด ถุงมือ ถุงยางอนามัย) ผู้ขายสามารถส่งออกนอกสถานที่ได้ ไม่ได้มีข้อห้ามเหมือนผลิตภัณฑ์ยา (ส่วนกรณีที่ห้ามขายนอกจากสถานที่ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 มาตรา 40 นั้น ใช้เฉพาะผู้ผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์)
                    นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงด้วยว่า กิจกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่ายการตลาดแบบตรง ตามพระราชบัญญัติการขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 27 ซึ่งจะต้องมีการจดทะเบียนธุรกิจตลาดแบบตรงต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ และถ้าเป็นการขายทางออนไลน์หากมีการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ อาจต้องแจ้งหรือดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วย

ติดตามเรื่องอื่นได้ที่
จัดส่งยาทางไปรษณีย์ทำได้เพียงใด
ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโฆษณาความรู้ความสามารถของตน สถานที่ประกอบธุรกิจของตนหรือสถานที่ตนปฏิบัติงาน ทำได้หรือไม่ 
สรุปข้อพึงระวังจรรยาบรรณวิชาชีพของเภสัชกร กรณีโฆษณาผลิตภัณฑ์ให้ธุรกิจเอกชน
http://rparun.blogspot.com/2011/09/ethicrx01.html
เภสัชกรต้องโฆษณาสินค้าอย่างไรให้ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
http://rparun.blogspot.com/2014/04/license.html 

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

ประชาชนได้อะไรจากร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับประชาชน

ภก.วรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร

ก่อนอื่น ขอเรียนว่า การยกร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับประชาชน มีที่มาจากการศึกษาวิจัยทางด้านวิชาการ การรวบรวมปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาของประเทศไทย ประเทศต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น ตลอดจนการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในสภาวะแวดล้อมการเปิดตลาดเสรีทางการค้าทั้งในระบบพหุภาคีและทวิภาคี ระบบกฎหมายด้านยาและกลไกการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของประเทศต่างๆ รวมทั้งคิดค้น สังเคราะห์กลยุทธ์ วิธีการ เครื่องมือใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย โดยนักวิชาการหลายสาขาทั้งด้านเภสัชศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ผู้มีประสบการณ์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในองค์ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับชาติ ระดับนานาชาติ ความเห็นจากกลุ่มผู้ป่วย ความเห็นจากภาคประชาสังคม โดยเจตนารมณ์ของ ร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับประชาชน สำคัญ 2 ประการ คือ

1. คุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชนให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับ เท่าทันกับปัญหาและสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้

2. ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยาภายในประเทศให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ทั้งในยามปกติและในภาวะคับขัน เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านยาและสุขภาพ

จากเจตนารมณ์ข้างต้น ร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับประชาชน ได้มีบทบัญญัติใหม่ๆ ที่แตกต่างจาก พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ซึ่งใช้มานานกว่า 40 ปีอย่างสิ้นเชิง โดยบทบัญญัติใหม่จะสามารถทำให้เจตนารมณ์เกิดผลเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีที่มาจาก 3 แนวทางหลัก ได้แก่ งานศึกษาวิจัยของต่างประเทศและการศึกษาวิจัยของประเทศไทย ชุดความรู้ ประสบการณ์ของผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งทำงานในระดับนานาชาติ ระดับชาติและระดับท้องถิ่น การวิเคราะห์ผลกระทบต่อประชาชนไทยจากการเปิดตลาดการค้าเสรีภายใต้ข้อตกลงทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยมีศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมมือพัฒนาร่างกฎหมายยา ฉบับประชาชน ดังนั้น เพื่อให้เข้าใจสาระของกฎหมายว่า ประชาชน จะได้อะไรจาก ร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับประชาชน จึงขอกล่าวโดยย่อ ทั้งประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม ดังนี้


1. ราคายาเป็นธรรมต่อประชาชน ป้องกันการค้ากำไรเกินควร

ตัวอย่างจริงที่เคยเกิดขึ้นแล้ว คือ ยาต้านไวรัสเอดส์ เคยกำหนดราคาขายกว่า 20,000 บาทต่อคนต่อเดือน ต่อมาองค์การเภสัชกรรมได้ผลิตออกจำหน่าย กำหนดราคาเพียง 1,200 บาท ต่อคนต่อเดือน ราคาแตกต่างกันกว่า 15 เท่า ในช่วงเวลาที่องค์การเภสัชกรรมยังไม่ได้ผลิตยาดังกล่าวออกมาจำหน่าย ผู้ป่วยเอดส์จำนวนมากไม่สามารถซื้อยาราคาแพงมารักษาตนเองได้ เราจึงเห็นปรากฏการณ์ “ตายเป็นใบไม้ร่วง” เพราะหมดหนทางเข้าถึงยา เนื่องจากปล่อยให้มีการกำหนดราคาของ “สินค้าคุณธรรม” ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ของมนุษชาติได้ตามอำเภอใจจนเกิดผลกระทบต่อชีวิตประชาชน

2. สิทธิของประชาชนที่จะรู้ชื่อยาสามัญที่ตนเองใช้

การปกปิดชื่อยาที่ประชาชนต้องบริโภค มักมีข้ออ้างว่า หากประชาชนรู้ชื่อยาแล้ว จะไปซื้อหามารับประทานเอง ไม่เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ แท้จริงแล้ว คำกล่าวอ้างมีเบื้องหลัง คือ ต้องการผูกมัดให้ผู้ป่วยต้องมารับการรักษากับตนเอง และสามารถกำหนดราคายาที่จะเก็บจากผู้ป่วยได้โดยอิสระ เพราะผู้ป่วยไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นยาชื่อสามัญอะไร

สิทธิของประชาชนที่จะรู้ชื่อยาสามัญที่ตนเองใช้ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แม้แต่ประชาชนที่อยู่ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เข้ารับการรักษาโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ก็มีสิทธิที่จะรู้ว่าตนเองต้องรับประทานยาอะไร เพราะหากมีการแพ้ยา ก็สามารถแจ้งชื่อยาที่ตนใช้หรือนำซองยาที่มีชื่อยาสามัญ ให้สถานพยาบาลที่เข้ารับการรักษา ได้รักษาอย่างถูกต้องทันการณ์ได้

3. ประชาชนได้รับบริการด้านยาจากผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ในมาตรฐานทัดเทียมกับประชาชนในประเทศที่มีระบบบริการด้านเภสัชกรรมที่พัฒนาแล้ว

โดยการปรับเปลี่ยนจาก “ร้านขายยา” เป็น “สถานบริการเภสัชกรรม” ซึ่งเป็นสถานที่ให้บริการประชาชนด้านยาโดยผู้ประกอบวิชาชีพด้านเภสัชกรรม ที่จะวิเคราะห์ความจำเป็นในการใช้ยาของประชาชน หรือผู้รับบริการ การคัดเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยหรือผู้รับบริการตามหลักวิชาการ การวิเคราะห์ใบสั่งยาเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิผลในการบำบัดรักษา การส่งมอบยาในภาชนะที่เหมาะสมพร้อมฉลากที่ครบถ้วน คำแนะนำในการใช้ยาที่จำเป็นถูกต้องและครบถ้วน คำเตือนอันตรายจากการใช้ยาเฉพาะราย รวมถึง การให้บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค เช่น เป็นสถานที่ประชาชนสามารถปรึกษาการอดบุหรี่ การอดเหล้า การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกาย โภชนาการที่เหมาะสมกับวัย เช่น เด็กอ่อน เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ การนวดตนเอง การกดจุดเพื่อบรรเทาอาการ สมุนไพรประจำบ้าน การจัดการลดความเครียด การให้คำแนะนำเรื่องผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา เป็นต้น ทั้งนี้ “สถานบริการเภสัชกรรม” ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานทางวิชาการ เรียกว่ามาตรฐาน “การบริการเภสัชกรรมที่ดี”

ประชาชนสามารถไปพบเภสัชกรในสถานบริการเภสัชกรรม ในเรื่องส่งเสริมสุขภาพ ขอคำปรึกษา คำแนะนำด้านสุขภาพ มิใช่เพียงเพราะต้องการซื้อยามาบริโภคอีกต่อไป และในกรณีที่ต้องได้รับยา ก็จะได้รับตามความจำเป็น และเภสัชกรต้องจัดการตามหลักวิชาการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค

4. สิทธิของประชาชนที่จะได้รับการชดเชยความสียหายจากการใช้ยาโดยรวดเร็ว

การแพ้ยาถึงขั้นเสียชีวิต หรือพิการ เช่น ผิวหนังลอกทั้งตัวเหมือนไฟลวก หรือตาบอด หรือเจ็บป่วยรุนแรงต้องเข้ารับการรักษาตัว มีทั้งที่เป็นข่าวและไม่ปรากฏเป็นข่าว ผู้เคราะห์ร้ายจากการใช้ยา มักจะไม่สามารถเรียกร้องให้ใครมาชดเชยความเสียหายได้ เพราะต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ละเมิดทำให้ตนเองเสียหาย ซึ่งเกินกว่าความสามารถของประชนชนผู้ใช้ยาโดยทั่วไป ดังนั้นในร่างกฎหมายยา ฉบับประชาชน ถือว่า ประชาชนคนไทย ต้องได้รับการดูแล เยียวยา บรรเทาความเสียหาย เมื่อได้รับเคราะห์กรรมจากการใช้ยา แม้จะไม่ใช่ความผิดพลาดของผู้ใดก็ตาม โดยใช้กลไกการพิจารณาเป็นคดีผู้บริโภค ซึ่งจะมีความรวดเร็ว เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

5. ยาจำเป็นเฉพาะกรณี ยากำพร้าซึ่งจำเป็นต่อผู้ป่วย

ในภาวะคับขัน มีวิกฤตภัยพิบัติ เช่น โรคระบาดรุนแรงและจะทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมากและมีโอกาสจะเสียชีวิต พิการรุนแรงได้ หรือมีโรคที่เกิดกับประชาชนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใดประสงค์จะผลิต หรือนำเข้ายาจำเป็น เพราะไม่สามารถทำกำไรได้ตามความต้องการของภาคธุรกิจ จึงต้องมีกลไกทำให้ ประเทศต้องไม่ขาดแคลนยาจำเป็นเหล่านั้น มีปริมาณเพียงพอต่อความจำเป็นในการใช้ของประชาชน และมีวิธีการทำให้ประชาชนเข้าถึงยาได้อย่างรวดเร็ว

6. ปรับปรุงระบบการขึ้นทะเบียนตำรับยาของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง

โดยมีบทบัญญัติที่ทำให้ประเทศไทย ต้องมีตำรับยาที่มีประสิทธิผลในการรักษา มีประโยชน์ต่อการสาธารณสุขของประเทศ มีโครงสร้างราคายาที่ยุติธรรม สมเหตุผล และคุ้มค่า ที่สำคัญคือ ต้องมีกฎหมายบังคับให้หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องการขึ้นทะเบียนตำรับยา ต้องรับผิดชอบการทบทวนทะเบียนตำรับยา โดยมีระบบการทะเบียนการทบทวนตำรับยาประจำปีเพื่อให้ประชาชนมั่นใจทั้งในประสิทธิผลของยาและความปลอดภัยในทุกทะเบียนตำรับยา

7. การส่งเสริมการขายยาและการโฆษณา

กิจกรรมการส่งเสริมการขายและการโฆษณา ในทางธุรกิจถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจขยายตัวและเติบโต เพราะเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าของประชาชนให้มากขึ้น

แต่ “ยา” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่สมควรส่งเสริมให้เกิดการบริโภคโดยไม่จำเป็น ดังนั้น เพื่อให้เกิดการใช้ยาที่เหมาะสมของประชาชน ตลอดจนสำนึกของผู้มีสิทธิสั่งใช้ยา จึงต้องมีบทบัญญัติที่จะกำกับดูแลการส่งเสริมการขายยาและการโฆษณาที่เหมาะสม ไม่ให้ส่งเสริมการบริโภคยาโดยไม่จำเป็น และประการสำคัญ การส่งเสริมการขายยาและการโฆษณา เป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบธุรกิจจะผลักให้เป็นภาระของผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ราคาสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

8.การใช้มาตรการทางปกครอง

มาตรการทางปกครอง เป็นเครื่องมือใหม่ที่จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเหมาะสมกับสภาวะการณ์ที่หลากหลาย เช่น การภาคทัณฑ์ การตำหนิโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน การปรับทางปกครอง การจำกัดการประกอบการ เพิ่มเติมจากกฎหมายเดิมที่มีการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ

ที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงประโยชน์บางส่วนที่ประชาชนจะได้รับจาก ร่าง พระราชบัญญัติยา ฉบับประชาชน ซึ่งขอนำเสนอให้เข้าใจโดยง่าย จากร่างกฎหมาย ฉบับเต็มกว่า 120 มาตรา ได้จากเว็บไซต์ กพย. http://www.thaidrugwatch.org/ และเว็บไซต์ คคส. (แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ) ที่ http://www.thaihealthconsumer.org/


เอกสารอ้างอิง

วรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร. ประชาชนได้อะไรจาก ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับประชาชน. ปีที่ 3 ฉบับ 7 ธันวาคม 2553. สุนทรี ท. ชัยสัมฤทธิ์โชคและคณะ บรรณาธิการ. แผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หน้า 3-5