แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โฆษณา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โฆษณา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

จัดกิจกรรมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างไร หลีกเลี่ยงการผิดกฎหมาย

ปรุฬห์ รุจนธำรงค์
ปรับปรุงล่าสุด 27 กรกฎาคม 2558

          หลายท่านคงประสบปัญหาช่วงที่ยอดขายผลิตภัณฑ์สุขภาพในร้านหรือสถานประกอบการของตนไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ กำลังคิดหาช่องทางการโฆษณาและการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่จะทำอย่างไรจึงป้องกันไม่ให้ฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะถ้าถูกลงโทษขั้นต่ำเป็นลงโทษปรับก็มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นต้นทุนของร้านหรือสถานประกอบการเพิ่มเติมเข้าไปอีก และส่งผลถึงภาพลักษณ์ได้ว่าเป็นผู้ประกอบการที่ไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย
          ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จะกล่าวถึงในที่นี้ ได้แก่ ยา อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตรายที่ใช้ทางสาธารณสุข ของดเว้นไม่กล่าวถึงวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และยาเสพติดให้โทษ
          ก่อนที่จะเข้าสู่กิจกรรมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายในแต่ละหัวข้อ ต้องมาทำความเข้าใจหลักการที่สำคัญของกฎหมายก่อนว่าจะถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายหรือต้องถูกลงโทษในกรณีใดได้บ้างนั้น ต้องทราบไว้ก่อนว่า จะรับโทษทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำสิ่งที่กฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ซึ่งเป็นหลักการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 39 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2
          นอกจากนี้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59  วรรคแรก ได้บัญญัติไว้ว่า “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา” นั่นหมายความว่า ถ้าไม่ได้เจตนาก็ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดว่าต้องรับโทษกรณีที่เป็นการกระทำโดยประมาท ก็ไม่ต้องรับโทษเนื่องจากการกระทำโดยประมาทนั้น
          เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 และมาตรา 59 อยู่ในภาค 1 ของประมวลกฎหมายอาญา จึงสามารถนำไปใช้กับกฎหมายอื่นซึ่งกำหนดโทษทางอาญาได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 เว้นแต่กฎหมายนั้นๆ จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ไม่มีบทบัญญัติว่ากรณีประมาททำให้ยาที่ผลิตขึ้นหรือยาที่ขายเป็นยาปลอม ก็ไม่มีบทบัญญัติให้รับโทษฐานผลิตหรือขายยาปลอมโดยประมาท ดังนั้นจึงไม่สามารถลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ได้

          ต่อไปมาพิจารณากิจกรรมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายดังต่อไปนี้ว่าสามารถกระทำได้มากน้อยเพียงใด


          1. การลดราคา
                    กรณีการลดราคาแม้ว่าจะมีการจูงใจให้เกิดการบริโภคเพิ่มมากขึ้นได้ ถ้าพิจารณาดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพแล้วไม่ว่าจะเป็นยา อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตรายที่ใช้ทางสาธารณสุข จะพบว่าไม่มีการห้ามเกี่ยวกับการลดราคา เนื่องจากกฎหมายในขณะนั้นมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้คุ้มครองประชาชนทั่วไป และการลดราคานั้นประชาชนจะได้รับประโยชน์มากกว่า บางคนอาจโต้แย้งว่ายาห้ามลดราคาไม่ใช่หรือ โดยอ้างพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 ว่า “ห้ามมิให้โฆษณาขายยาโดยวิธีแถมพกหรือออกสลากรางวัล” ถ้าตั้งใจอ่านมาตรา 90 ให้ดีจะพบว่ากฎหมายมีวัตถุประสงค์ห้าม 2 กรณีที่สำคัญคือ กรณีแรกเป็นการห้ามการโฆษณาขายยาโดยวิธีแถมพก และกรณีที่สองเป็นการห้ามโฆษณาขายยาโดยวิธีการออกสลากรางวัล และถ้าพิจารณาส่วนอื่นพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ก็ไม่ได้บัญญัติห้ามเรื่องการลดราคายาไว้ ดังนั้น จึงไม่สามารถลงโทษเรื่องการลดราคายาได้ เพราะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 39 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2
                    กรณีสินค้าประเภทอื่น เช่น อาหาร เครื่องสำอาง ยกตัวอย่างโฆษณาของห้างสรรพสินค้าบางแห่งที่โฆษณาลดถูกกว่าเดิม ก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่าห้ามโฆษณาเรื่องลดราคาเช่นเดียวกัน
                    แต่ถ้าแสดงราคาไม่ถูกต้องไม่ได้ถูกต้อง เช่น ติดป้ายข้างกล่องว่าราคา 100 บาท แต่ขายจริงราคา 105 บาท ไม่ได้ถูกลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 แต่ถูกลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มาตรา 40 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
                    
          2. การสะสมแต้ม แสตมป์ คูปอง  
                    การโฆษณาว่าซื้อสินค้าแล้วจะได้รับการสะสมแต้ม แสตมป์ หรือคูปอง เป็นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อมีการซื้อสินค้าให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ และจะได้รับมาฟรี หรือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนของแต้มที่ แสตมป์ หรือคูปองที่ได้รับมานี้ หรือไม่ต้องมีการเสี่ยงโชค
                    เมื่อเป็นส่วนที่ได้รับมาฟรีผลิตภัณฑ์ยาจึงไม่สามารถมีการสะสมแต้มได้ เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 ห้ามโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพก เพราะการได้รับแต้ม แสตมป์ หรือคูปอง เป็นส่วนที่แถมเมื่อมีการซื้อยา ส่วนผลิตภัณฑ์อาหาร (เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ไม่ได้มีบทบัญญัติห้ามไว้ จึงสามารถทำได้ เครื่องสำอางตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ไม่ห้ามไว้จึงสามารถทำได้ ส่วนเครื่องมือแพทย์ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 มาตรา 59(3) ห้ามเพียงการโฆษณาต้องไม่จัดให้มีรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ แต่ไม่กล่าวถึงเรื่องการแถม จึงสามารถทำได้ วัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ไม่ได้ห้ามไว้จึงสามารถทำได้ 
                    กรณีศึกษา สินค้าในกลุ่มยาไม่สามารถเข้าร่วมการสะสมแต้มได้ เนื่องจากฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90

          3. การแลกแต้ม แลกสินค้า
                    เมื่อมีการสะสมแต้ม แสตมป์ หรือคูปองจำนวนหนึ่งแล้ว อาจถึงช่วงเวลาที่ต้องใช้ประโยชน์จากแต้มหรือคะแนนเหล่านั้น มีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังนี้
                    กรณีการแลก แลกเปลี่ยน เพื่อประโยชน์ทางการค้า เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า “ขาย” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551  เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า “จำหน่าย” ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ดังนั้น จึงต้องพิจารณาถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขาย เพราะจะมีผลต่อใบอนุญาตในการขาย และสถานที่ขายด้วย
                    หากนำแต้ม แสตมป์ หรือคูปอง ไปแลกสินค้าอื่นที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์สุขภาพก็ไม่มีปัญหา
                    ถ้านำแต้มไปแลกเป็นยา ก็ให้คิดว่าเป็นการใช้แต้มนั้นเป็นเงินแล้วไปซื้อยา ซึ่งก็ต้องทำตามเงื่อนไขเกี่ยวกับการขายยาไม่ว่ายานั้นจะเป็นยาประเภทใด เช่น ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณ ซึ่งต้องมีใบอนุญาตขายยา หรือต้องทำตามเงื่อนไขเกี่ยวกับการขายส่ง ยกเว้นยาสามัญประจำบ้านไม่ต้องมีใบอนุญาตขายยาและสามารถขายที่ไหนก็ได้
                    ถ้านำแต้มไปแลกเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง ก็ไม่มีปัญหา เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดให้มีใบอนุญาตขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้
                    ถ้านำไปแลกเป็นเครื่องมือแพทย์ ก็ต้องพิจารณาว่าเครื่องมือแพทย์นั้นเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ต้องใช้ใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์หรือไม่ ถ้าเป็นการแลกถุงยางอนามัย เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ต้องมีใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์อยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นชุดตรวจเชื้อเอชไอวีต้องมีใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์ ดังนั้นต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการขายเครื่องมือแพทย์

          4. การแจกสินค้าตัวอย่าง
                    การแจกเพื่อประโยชน์ทางการค้า เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า “ขาย” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551  เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า “จำหน่าย” ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ดังนั้น จึงต้องพิจารณาถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขาย เพราะจะมีผลต่อใบอนุญาตในการขาย และสถานที่ขายด้วย
                    การแจกยาตัวอย่าง ถ้าเป็นยาสามัญประจำบ้าน ไม่ต้องได้รับใบอนุญาตขายยา ไม่มีบทลงโทษไว้ จึงไม่ถือว่าฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ถ้าเป็นยาที่ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านจะต้องมีใบอนุญาตขายยา และห้ามขายนอกสถานที่เว้นแต่เป็นการขายส่ง ดังนั้น การแจกยาตัวอย่างซึ่งไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านนอกร้านยา นอกบริษัทยาซึ่งได้รับใบอนุญาตขายยาจึงไม่สามารถทำได้ แต่ถ้านำยาที่ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านนั้นไปแจกให้โดยตรงต่อแพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ เภสัชกร พยาบาล จะเข้านิยามขายส่งตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ทันที ดังนั้นจึงไม่ถือว่าฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 19(1) หรือมาตรา 53



                    ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ หากมีการแจกยาตัวอย่างให้กับประชาชนทั่วไปโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ อาจมีปัญหาด้านจริยธรรมหรือจรรยาบรรณวิชาชีพในประเด็นไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน
                    การแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง ก็ไม่มีปัญหา เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดให้มีใบอนุญาตขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้
                    การแจกตัวอย่างเครื่องมือแพทย์ ก็ต้องพิจารณาว่าเครื่องมือแพทย์นั้นเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ต้องใช้ใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์หรือไม่ ถ้าเป็นการแจกถุงยางอนามัย เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ต้องมีใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์อยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นชุดตรวจเชื้อเอชไอวีต้องมีใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์ ดังนั้นต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการขายเครื่องมือแพทย์ 
                    กรณีศึกษา นำตัวอย่างผลิตภัณฑ์วิตามินซีไปแจก ขั้นแรกดูให้ดีก่อนว่าวิตามินซีที่นำไปแจกนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาหรืออาหาร (มี เครื่องหมาย อย.และเลข 13 หลัก) ก็สามารถนำไปแจกได้ แต่ถ้าขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ยา (มีคำว่า Reg.No.) ต่อมาก็ดูว่ามีระบุยาสามัญประจำบ้านในกรอบสีเขียวหรือไม่ ถ้ามีก็เป็นยาสามัญประจำบ้าน แจกนอกสถานที่ได้ ถ้าไม่ใช่ให้แจกในร้านยาเท่านั้น หรือในสถานที่ที่มีใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน

เครื่องหมาย อย.

                     กรณีการแจกสินค้าตัวอย่างนี้ สามารถนำไปใช้กับกรณีการเร่ขายได้เช่นกัน

          5. การแถม  
                    ผลิตภัณฑ์ยาไม่สามารถแถมได้ เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 ห้ามโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพก อาหารตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 เครื่องสำอางตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 วัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ไม่ห้ามไว้จึงสามารถทำได้ ส่วนเครื่องมือแพทย์ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 มาตรา 59(3) ห้ามเพียงการโฆษณาต้องไม่จัดให้มีรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ แต่ไม่กล่าวถึงเรื่องการแถม จึงสามารถทำได้ วัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ไม่ได้ห้ามไว้จึงสามารถทำได้
                    สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีบันทึกเรื่อง การโฆษณาขายยาโดยวิธีแถมพก (เรื่องเสร็จที่ 142/2522) ซึ่งคณะกรรมการกฤษีกาได้พิจารณาเรื่องการโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพก ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 โดยมีความเห็นว่า “ข้อห้ามการโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพก บทบัญญัติมาตรา 90 มิได้จำกัดว่าต้องเป็นการโฆษณาแถมพกให้กับผู้ใด ดังนั้น ผู้ที่จะได้ของแถมพกจึงอาจเป็นผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ป่วย หรือเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะหรือร้านขายยาก็ได้ แต่โดยที่บทบัญญัติมาตรา 90 นี้ เป็นกรณีห้ามเกี่ยวกับวิธีแถมพกเพื่อคุ้มครองการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้ซื้อ ข้อเท็จจริงจึงต้องได้ความว่าการแถมพกของอย่างหนึ่งอย่างใดนั้นเป็นการให้เพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการขายยาตามปกติ หรืออีกนัยหนึ่งการให้ของนั้นแก่ผู้ซื้อมีขึ้นเนื่องจากการขายยาหรือมีความสัมพันธ์โดยตรงหรือใกล้ชิดกับการขายยาเท่านั้น จึงจะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 90 นี้ แต่ถ้าการให้ของนั้นเป็นการแจกอย่างแท้จริง คือมิได้มีขึ้นเนื่องจากการขายยาหรือมิได้มีความสัมพันธ์โดยตรงและใกล้ชิดกับการขายยา ก็จะถือว่าเป็นการโฆษณาขายยาโดยวิธีแถมพกอันฝ่าฝืนมาตรา 90 นี้ไม่ได้”
                    กรณีศึกษา บริษัทยาโฆษณาขายยาต่อร้านขายยาว่าซื้อยาครบ 10 กล่อง แถม 1 กล่อง ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพกตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 แต่ถ้าเป็นการคิดราคายา 11 กล่องในราคา 10 กล่อง ไม่เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 เนื่องจากพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ไม่ได้มีบทบัญญัติห้ามลดราคายา
                    กรณีศึกษา บริษัทยาโฆษณาขายยาต่อร้านขายยาหรือแพทย์ว่า ซื้อยาครบตามยอดซื้อที่กำหนดไว้ จะได้ไปศึกษาดูงาน ได้ไปท่องเที่ยว หรือได้รับสวัสดิการของสถานพยาบาล ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพกตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90
                    กรณีศึกษา ร้านสะดวกซื้อติดป้ายประกาศว่าซื้อผลิตภัณฑ์ลูกอมซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้าน 1 ซอง ได้รับแสตมป์ 6 ดวง ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพกตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90
                    กรณีศึกษา ร้านขายยาติดป้ายว่าซื้อผลิตภัณฑ์วิตามินซีซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ยาจำนวน 4 กล่อง แถมผลิตภัณฑ์วิตามินซีนั้นอีก 1 กล่อง หรือแถมสินค้าอื่น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการโฆษณาขายยาโดยวิธีการแถมพกตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90
                    ส่วนการแถมพกตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 8 ดูหัวข้อการจับสลากรางวัลต่อไป

          6. การจับสลากรางวัล การเสี่ยงโชค
                    พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 กำหนดห้ามโฆษณาขายยาโดยวิธีออกสลากรางวัล ส่วนพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 มาตรา 59(3) ห้ามการโฆษณาต้องไม่จัดให้มีรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่ายาและเครื่องมือแพทย์ได้ห้ามเรื่องการจับสลากรางวัลและการเสี่ยงโชคไว้แล้ว ส่วนผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นในกฎหมายนั้นไม่ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะ จึงต้องพิจารณาตามกฎหมายทั่วไป ในกรณีนี้ คือ พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522
                    การชิงโชค การจับสลากรางวัล ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 8 “การจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค โดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพ จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตก่อนจึงจะทำได้” ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50 บาท ขึ้นไปจนถึง 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 14
                    กฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ข้อ 15 ซึ่งแก้ไขโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 44 (พ.ศ. 2548) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 กำหนดว่า ผู้ใดประสงค์จะจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใดๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพตามมาตรา 8 ให้ทำคำขอรับใบอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นแถมพกหรือรางวัลในการเสี่ยงโชคโดยวิธีใดๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพ (พ.น. 36 01-50) ยื่นต่อเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตประจำท้องที่ ดังนี้
                     (1) ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่กรมการปกครอง
                     (2) ในจังหวัดอื่น นอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่ที่ทำการปกครองอำเภอ หรือที่ทำการปกครองกิ่งอำเภอ”
                    ในกรุงเทพมหานคร ให้ออกใบอนุญาตได้เมื่ออธิบดีกรมการปกครองสั่งอนุมัติแล้ว ในจังหวัดอื่น นอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ออกใบอนุญาตได้เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งอนุมัติแล้ว ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ข้อ 4 ซึ่งแก้ไขโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 44 (พ.ศ. 2548) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478
                    ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใดๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ข้อ 15 ข้อ  18 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ. 2524) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 กำหนดดังนี้
กำหนดอายุใบอนุญาต
ค่าธรรมเนียม
1 วัน
ไม่เกิน 7 วัน
ไม่เกิน 1 เดือน
ไม่เกิน 6 เดือน
ไม่เกิน 1 ปี
300 บาท
600 บาท
1,500 บาท
6,000 บาท
9,000 บาท
                    คนดีที่จะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายนี่ต้นทุนสูงจริง ๆ ถ้าไม่ขออนุญาตให้คำนวณความน่าจะเป็นที่จะถูกลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 8 ก็แล้วกัน แต่ปกติก็ไม่ค่อยเห็นข่าวพวกนี้อยู่แล้ว เห็นแต่ข่าวตำรวจไปปิดบ่อนตามบ้านในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือในคดีเด็ดของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7
                    นอกจากนี้ยังมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 เข้ามาเกี่ยวข้องอีก เนื่องจากมีเรื่องเกี่ยวกับการโฆษณาแถมพก เสี่ยงโชค หรือจับสลากรางวัล หากไม่มีกฎหมายใดบัญญติไว้โดยเฉพาะ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 21 แล้ว จะต้องมาใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ทันที ซึ่งก็ได้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ได้วางหลักเกณฑ์การโฆษณาไว้ในข้อ (3) (4) (5) ของกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในเรื่องเนื้อหาการโฆษณา ไม่ต้องขออนุญาตต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ต้องมีเนื้อหา ดังนี้
                    - ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจะจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ก่อนที่ผู้ประกอบธุรกิจนั้นได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน
                    - ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการพนันแล้ว หรือข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการประกวดชิงรางวัล โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวมิได้ระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้
                     (ก) หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือข้อกำหนดในการเสี่ยงโชคหรือในการประกวดชิงรางวัล
                     (ข) วัน เดือน ปีที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของการจัดให้มีการเสี่ยงโชคหรือการประกาศชิงรางวัล เว้นแต่กรณีที่เป็นการโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการเสี่ยงโชคหรือการประกวดชิงรางวัลนั้นจะให้ปรากฏในส่วนที่เป็นภาพหรือในส่วนที่เป็นเสียงอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ แต่ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดนั้นจะต้องให้ปรากฏทั้งในส่วนที่เป็นภาพและส่วนที่เป็นเสียง
                     (ค) ประเภทและลักษณะของของแถมพกหรือรางวัลจำนวนและมูลค่าของของแถมพกหรือรางวัลแต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภท เว้นแต่กรณีที่การโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถมพกหรือรางวัลแต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภทก็ได้ แต่ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องระบุมูลค่ารวมของแถมพกหรือรางวัลทุกประเภทไว้แทน
                    ในกรณีที่สิ่งซึ่งจัดเป็นของแถมพกหรือรางวัลเป็นสิ่งซึ่งมีมูลค่าที่ผู้บริโภคอาจทราบได้โดยทั่วไป และข้อความโฆษณานั้นได้แสดงให้ผู้บริโภคทราบถึงประเภทและลักษณะของของแถมพกหรือรางวัลไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถมพกหรือรางวัลนั้นไว้ก็ได้
                     (ง) เขตหรือถิ่นที่มีการจัดให้มีการเสี่ยงโชคหรือการประกวดชิงรางวัล เว้นแต่กรณีที่เป็นการจัดให้มีขึ้นทั่วราชอาณาจักร
                     (จ) วัน เดือน ปี เวลา และสถานที่ซึ่งกำหนดไว้สำหรับการทำการเสี่ยงโชคหรือการตัดสินการประกวดชิงรางวัล
                     (ฉ) สื่อโฆษณาที่จะใช้ในการประกาศรายชื่อผู้ได้รับของแถมพกหรือรางวัลจากการเสี่ยงโชคหรือการประกวดชิงรางวัล
                     - ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการให้ของแถม หรือให้สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวมิได้ระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้
                     (ก) หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือข้อกำหนดในการให้ของแถม หรือให้สิทธิหรือประโยชน์
                     (ข) วัน เดือน ปีที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของการจัดให้มีการให้ของแถม หรือให้สิทธิหรือประโยชน์ เว้นแต่
                          (1) กรณีที่เป็นการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการให้ของแถม ให้สิทธิหรือประโยชน์นั้น จะให้ปรากฏในส่วนที่เป็นภาพหรือในส่วนที่เป็นเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดนั้นจะต้องให้ปรากฏทั้งในส่วนที่เป็นภาพและส่วนที่เป็นเสียง
                           (2) กรณีที่เป็นการให้ของแถมโดยการติดของแถมไว้กับสินค้าในลักษณะที่ผู้บริโภคสามารถเห็นของแถมนั้นได้อยู่แล้ว หรือโดยการบรรจุของแถมไว้ในหีบห่อของสินค้านั้นและได้ระบุข้อความไว้ที่หีบห่อบรรจุสินค้านั้นว่าได้จัดให้มีการให้ของแถมโดยให้เปล่าพร้อมกับการขายสินค้านั้นแล้ว
                      (ค) ประเภท ลักษณะ และมูลค่าของของแถม สิทธิหรือประโยชน์แต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภท เว้นแต่กรณีที่เป็นการโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถม สิทธิหรือประโยชน์แต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภทก็ได้ แต่ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องระบุมูลค่ารวมของของแถม สิทธิหรือประโยชน์ทุกประเภทไว้แทน
                     ในกรณีที่สิ่งซึ่งจัดเป็นของแถม หรือสิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่านั้น เป็นสิ่งซึ่งมีมูลค่าที่ผู้บริโภคอาจทราบได้โดยทั่วไป และข้อความโฆษณานั้นได้แสดงให้ผู้บริโภคทราบถึงประเภทและลักษณะของของแถม สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่าไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถม สิทธิหรือประโยชน์ โดยให้เปล่านั้นไว้ก็ได้
                      (ง) เขตหรือถิ่นที่จัดให้มีการให้ของแถม ให้สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า เว้นแต่กรณีที่เป็นการจัดให้มีขึ้นทั่วราชอาณาจักร
                      (จ) สถานที่ที่กำหนดไว้ให้ผู้บริโภคมารับของแถม หรือสิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า เว้นแต่
                           (1) กรณีที่จัดให้มีการรับของแถม สิทธิหรือประโยชน์ ณ ร้านค้า หรือตัวแทนจำหน่ายสินค้านั้นทั่วไปทุกแห่ง  หรือ
                           (2) กรณีที่เป็นการให้ของแถมโดยการติดของแถมไว้กับสินค้าในลักษณะที่ผู้บริโภคสามารถเห็นของแถมนั้นได้อยู่แล้ว  หรือโดยการบรรจุของแถมไว้ในหีบห่อของสินค้านั้นและได้ระบุข้อความไว้ที่หีบห่อบรรจุสินค้านั้นว่าได้จัดให้มีการให้ของแถมโดยให้เปล่าพร้อมกับการขายสินค้าแล้ว

          7. แผ่นพับและการโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต
                    ผู้ประกอบการหลายคนต้องการทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อช่วยในการโฆษณาสินค้าที่มีขายของตน โดยอาจจะทำเป็นแผ่นพับอย่างง่าย ๆ แจกให้กับลูกค้าหรือประชาชนทั่วไป หรือจัดทำเว็บไซต์ขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต สิ่งที่ควรระลึกไว้ คือ การจัดทำแผ่นพับ การจัดทำเว็บไซต์นั้นเป็นรูปแบบของการโฆษณา นั่นหมายความว่าบางผลิตภัณฑ์จะต้องมีการขออนุญาตก่อนการโฆษณา จึงต้องระวังเรื่องการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนการโฆษณา
                    ผลิตภัณฑ์ยา ต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณาตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 88 ทวิ เครื่องมือแพทย์ ต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณาตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 มาตรา 57 ผลิตภัณฑ์อาหารจะต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณาหากมีการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพหรือสรรพคุณของอาหาร ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 41 ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย ไม่ต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณา
                    ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการทำแผ่นพับขึ้นเอง ควรใช้แผ่นพับที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องสำหรับกรณีผลิตภัณฑ์ยา สังเกตจะมีคำว่า ฆท ..../..(ปี พ.ศ.).. กรณีผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์  สังเกตจะมีคำว่า ฆพ ..../..(ปี พ.ศ.).. (มักมีปัญหาบ่อยมากเมื่อแนะนำเครื่องมือแพทย์ เช่น เตียง ที่นอนลม เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด) กรณีผลิตภัณฑ์อาหาร สังเกตจะมีคำว่า ฆอ ..../..(ปี พ.ศ.).. (มักมีปัญหาบ่อยมากสำหรับผลิตภัณฑ์คอลลาเจน กลูตาไธโอน)
                    ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณา เช่น เครื่องสำอาง วัตถุอันตราย ก็ควรเลือกใช้สื่อแผ่นพับหรือโฆษณาที่สามารถระบุตัวตนผู้จัดทำสื่อนั้นขึ้นมาให้ได้ หรือหากจัดทำขึ้นมาเองก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้อความที่โอ้อวดเกินจริง หรือหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เช่น เครื่องสำอางห้ามใช้ข้อความว่า "รอยหลุมสิวดูตื้นขึ้น...รอยดำ รอยอักเสบแดงแลดูจางลง...ช่วยลดปัญหาสิวเกิดซ้ำซ้อน" มีลักษณะว่าเป็นการแสดงสรรพคุณของยา ไม่สามารถกระทำได้ (ดู http://www.fda.moph.go.th/www_fda/data_center/ifm_mod/nw/ผลการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค_ฉบับที่_109__ปีงบประมาณ_2555.pdf
                    กรณีศึกษา แผ่นพับแนะนำเรื่องโรค การปฏิบัติตน เทคนิคการใช้ยา หากไม่มีการสื่อถึงชื่อการค้าของยาเพื่อจะขายยาของตนแล้ว ไม่ถือว่าเป็นการโฆษณาขายยา

          8. บริการตรวจสุขภาพ 
                    หลายคนใช้วิธีการจูงใจหรือเชิญชวนด้วยวิธีการให้มาใช้บริการตรวจสุขภาพ เช่น การวัดความดันโลหิต การเจาะปลายนิ้วเพื่อตรวจน้ำตาลในเลือด เพื่อเป็นการคัดกรองโรคผู้ป่วย ประเด็นนี้อาจถูกตั้งข้อสงสัยจากบางวิชาชีพ เช่น พยาบาล เทคนิคการแพทย์ ว่าการกระทำนี้มีลักษณะเป็นการก้าวล่วงการประกอบวิชาชีพของเขาหรือไม่
                    แต่กฎหมายวิชาชีพมักมีข้อยกเว้นกระทำต่อตนเอง พยาบาลมีข้อยกเว้นการช่วยเหลือหรือเยียวยาแก่ผู้ป่วยตามหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามธรรมจรรยาโดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน เทคนิคการแพทย์มีข้อยกเว้นการช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยตามหน้าที่ ตามกฎหมาย หรือตามธรรมจรรยา โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน ไม่ถือว่าต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
                    ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงหรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นระหว่างวิชาชีพ อาจเตรียมเครื่องมือเหล่านั้นให้ผู้ป่วยได้บริการตนเอง (ตรวจด้วยตนเอง) เนื่องจากจะได้รับการยกเว้นในประเด็นการประกอบวิชาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกฎหมายวิชาชีพทุกวิชาชีพ หรือถ้าอ้างเรื่องการมิได้รับประโยชน์ตอบแทนก็ห้ามคิดค่าบริการจากการตรวจสุขภาพนี้

          9. บริการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ
                    สิ่งที่ควรท่องไว้ให้ขึ้นใจ คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้าจะต้องมีการขึ้นทะเบียนหรือจดแจ้งอย่างถูกต้องเสมอ (มักมีปัญหากับกรณีที่สั่งผลิตภัณฑ์ทางไปรษณีย์ ทางเว็บไซต์ หรือไปนำผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศด้วยตนเอง) และการนำผลิตภัณฑ์นั้นมาขายในสถานประกอบการจะต้องมีฉลากอย่างถูกต้อง เช่น มีฉลากภาษาไทย หรือมีข้อความครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้น หากจัดบริการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ถ้าดำเนินการอย่างไม่ถูกต้องมักมีปัญหาอย่างน้อย 2 เรื่อง เสมอ คือ นำเข้าผลิตภัณฑ์นั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดแจ้งอย่างถูกต้อง ขายผลิตภัณฑ์นั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดแจ้งอย่างถูกต้อง และกรณีแสดงฉลากไม่ถูกต้อง
                    ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ควรขายผลิตภัณฑ์ที่มีการขึ้นทะเบียนหรือมีการจดแจ้งอย่างถูกต้อง ขั้นตอนต่อมาก็ให้ตรวจสอบดูว่าฉลากผลิตภัณฑ์ที่ขายได้แสดงฉลากครบถ้วนหรือไม่ เช่น ฉลากภาษาไทย มีชื่อ-ที่ตั้งของผู้ผลิตที่ชัดเจน มีระบุส่วนประกอบสำคัญ ไม่มีข้อความที่อวดอ้างเกินจริงบนฉลาก

          10. บริการรับสั่งสินค้าทางโทรศัพท์ ทางอินเตอร์เน็ต พร้อมบริการจัดส่ง
                    ผลิตภัณฑ์ยาที่ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน จะต้องมีการขายในสถานที่ซึ่งได้รับอนุญาตขายยา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนเข้ามารับบริการในสถานที่นั้น เว้นแต่กรณีขายส่งตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 จึงจะได้รับการยกเว้นให้สามารถขายนอกสถานที่ที่ได้รับใบอนุญาตได้ ดังนั้น จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่ประชาชนทั่วไปจะมาสั่งซื้อยาทางโทรศัพท์ หรือทางอินเตอร์เน็ต แล้วมีบริการจัดส่งยาไปให้ กรณีที่ยานั้นเป็นยาแผนปัจจุบัน จะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 19(1) หรือกรณีเป็นยาแผนโบราณจะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 53  
                    ส่วนผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบันแล้วไปทำกิจกรรมเปิดให้สั่งซื้อยาแผนปัจจุบันทางโทรศัพท์หรือทางอินเตอร์เน็ตแล้วมีบริการจัดส่ง จะเป็นการขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือไม่มีใบอนุญาตขายยาแผนโบราณแล้วเปิดให้สั่งซื้อยาแผนโบราณ จะเป็นการขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 46 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 5,000 บาท
                    ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ (เช่น เตียง รถเข็น เสาแขวนน้ำเกลือ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องตรวจน้ำตาลในเลือด ถุงมือ ถุงยางอนามัย) ผู้ขายสามารถส่งออกนอกสถานที่ได้ ไม่ได้มีข้อห้ามเหมือนผลิตภัณฑ์ยา (ส่วนกรณีที่ห้ามขายนอกจากสถานที่ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 มาตรา 40 นั้น ใช้เฉพาะผู้ผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์)
                    นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงด้วยว่า กิจกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่ายการตลาดแบบตรง ตามพระราชบัญญัติการขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 27 ซึ่งจะต้องมีการจดทะเบียนธุรกิจตลาดแบบตรงต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ และถ้าเป็นการขายทางออนไลน์หากมีการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ อาจต้องแจ้งหรือดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วย

ติดตามเรื่องอื่นได้ที่
จัดส่งยาทางไปรษณีย์ทำได้เพียงใด
ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโฆษณาความรู้ความสามารถของตน สถานที่ประกอบธุรกิจของตนหรือสถานที่ตนปฏิบัติงาน ทำได้หรือไม่ 
สรุปข้อพึงระวังจรรยาบรรณวิชาชีพของเภสัชกร กรณีโฆษณาผลิตภัณฑ์ให้ธุรกิจเอกชน
http://rparun.blogspot.com/2011/09/ethicrx01.html
เภสัชกรต้องโฆษณาสินค้าอย่างไรให้ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
http://rparun.blogspot.com/2014/04/license.html 

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การประยุกต์ใช้กฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กับการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายผ่านอินเตอร์เน็ต




ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์
         
            สื่อสารสนเทศเป็นช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยเฉพาะการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผ่านทางอินเตอร์เน็ต หากพบโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีปัญหาทางอินเตอร์เน็ตจะดำเนินการอย่างไร จะพิจารณาจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปรับใช้ในการแก้ปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหา ดังต่อไปนี้

1. โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย จะใช้กฎหมายนี้ได้อย่างไร
            มาตรา 14  ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
          (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

          พิจารณาองค์ประกอบของความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงก่อน ส่วนคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์เป็นเพียงเครื่องมือในการประกอบอาชญกรรม แม้ว่าจะมีมาตรานี้แล้วก็ต้องพิจารณาด้วยว่าอาจเป็นความผิดตามกฎหมายอีกด้วยหรือไม่[1]  
          นิยามคำว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์” ตามกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่เป็นข้อความใดหรือสิ่งอื่นใดที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ก็ได้[2] ดังนั้น ข้อความโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพในระบบคอมพิวเตอร์จึงถือได้ว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้เช่น หากมีการให้ข้อมูลปลอม หรือเป็นเท็จ แล้วน่าจะทำให้ประชาชนเกิดความเสียหายได้ เช่น หลงเชื่อใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้วเกิดอันตราย นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายลิตภัณฑ์สุขภาพที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีสิทธิที่จะดำเนินคดีได้ตลอดเวลาและสั่งให้ผู้กระทำผิดระงับการโฆษณาได้ทันที หากฝ่าฝืนคำสั่งระงับการโฆษณาโดยปกติก็มีโทษทั้งจำคุกและปรับอยู่แล้ว ยังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(1) ได้เช่นกัน ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14 ด้วยตามมาตรา 15
          เมื่อเป็นความผิดตามมาตรา 14(1) แล้ว ประเด็นต่อไป คือ ภาครัฐจะมีส่วนช่วยแก้ไข บรรเทา หรือป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร จึงต้องพิจารณาจากมาตรา 20 ต่อไป 

2. การระงับโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายทางอินเตอร์เน็ต
          มาตรา 20  ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาคสองลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้
          ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้

          หากมีการกระทำผิดโดยทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์แพร่หลายตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 20 จะมีมาตรการในการระงับข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถนำมาใช้กับการปิดเว็บไซต์ได้ หากพิจารณาจากกรณีการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายนี้ เมื่อมีความผิดตามกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ถือได้ว่าการโฆษณาดังกล่าวมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่งทันที หากต้องการปิดเว็บไซต์ตามกฎหมายนี้จะอาศัยอำนาจศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรียื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐาน[3]ต่อศาลที่มีเขตอำนาจ และต้องขอให้ศาลมีคำสั่งในการปิดเว็บไซต์ที่พบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายได้ กรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ปิดเว็บไซต์ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มีทางเลือก 2 ทาง คือ
(1)   ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง กล่าวคือ ดำเนินการปิดเว็บไซต์ด้วยตนเอง หรือมีช่องทางในการสกัดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์
(2)   สั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้ กล่าวคือ สั่งให้ผู้ให้บริการปิดเว็บไซต์นั้นได้

3. ความแตกต่างในเรื่องการระงับโฆษณาตามกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการระงับโฆษณาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
            การระงับโฆษณาตามกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น การระงับโฆษณาตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 ทวิ, พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 มาตรา 60, พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องอาศัยอำนาจศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง มีอำนาจเพียงสั่งให้ผู้อื่นระงับการโฆษณาเท่านั้น ไม่สามารถลงไปดำเนินการระงับการโฆษณาด้วยตนเอง โดยเฉพาะเรื่องการโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตด้วยแล้วซึ่งต่างจากการระงับโฆษณาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 20 ต้องมีอำนาจศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อศาลสั่งระงับการโฆษณาแล้ว สามารถดำเนินการปิดเว็บไซต์เองได้

4. เว็บไซต์ที่เปิดในต่างประเทศทำอย่างไร
          ปัญหาประการหนึ่งในการจัดการเรื่องการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางอินเตอร์เน็ต คือ เว็บไซต์ที่ดำเนินการเปิดในต่างประเทศ หรือใช้เซิร์ฟเวอร์ของต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถปิดเว็บไซต์ได้ ปัญหานี้หากใช้ความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยร่วมมือกับตำรวจสากล (INTERPOL)
          เว็บไซต์ตำรวจสากล (INTERPOL) ได้ประกาศข่าวการกวาดล้างเว็บไซต์ขายยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งกิจกรรมนี้ร่วมมือกันระหว่างตำรวจสากล (INTERPOL) กับอีก 100 ประเทศทั่วโลก ในการจัดการเว็บไซต์ที่ขายยาอย่างผิดกฎหมาย (เช่น ขายพวกยาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์แต่เว็บไซต์ไม่ได้เรียกใบสั่ง ฯลฯ) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับช่วยลดน้ำหนัก มีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ซึ่งยาเหล่านี้เป็นยาที่มีอันตรายจนถึงขั้นคุกคามชีวิตได้[4] หากมีปัญหาเรื่องแหล่งที่โฆษณาหรือเซิร์ฟเวอร์อยู่ในต่างประเทศ ตำรวจสากลจะประสานงานกับประเทศปลายทางให้ดำเนินการตามกฎหมายของประเทศนั้นต่อไป
          นอกจากนี้หน่วยงานของรัฐที่ดูแลเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพหลายประเทศก็ได้แสดงการดำเนินกิจกรรมนี้ทางเว็บไซต์ของตน เช่น
                   สิงคโปร์ The Health Sciences Authority (HSA) ได้มีการยึดผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายซึ่งขายบนอินเตอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ถึงวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2555 รวมกันเป็นมูลค่า 18,000 เหรียญสิงคโปร์ (ราว 450,000 บาท) และยึดเป็นจำนวนได้กว่า 13,000 หน่วย (เช่น เม็ด, แคปซูล, แผง) โดยผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ เป็นการขายทางออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ผลิตภัณฑ์ปลอม หรือมีการปลอมปน ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ขาย เช่น ยาคุมกำเนิด ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก เครื่องมือแพทย์ (เช่น คอนแทคเลนส์ ถุงยางอนามัย ชุดตรวจตั้งครรภ์)[5]
                   ออสเตรเลีย Department of Health and Ageing Therapeutic Goods Administration ได้แถลงข่าวว่ามีการยึดยาปลอมและยาที่ผิดกฎหมายผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยยึดเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 37,000 เม็ด ผลิตภัณฑ์ที่ถูกดำเนินการ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สเตียรอยด์ ยาปลอม ยาที่ไม่ได้รับอนุญาต ในระหว่างวันที่ 25 กันยายน ถึงวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ.2012 ยาเหล่านี้ทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ[6]
                   สหรัฐอเมริกา U.S. Food and Drug Administration (USFDA) ได้ติดตามร้านขายยาผ่านอินเตอร์เน็ตกว่า 4,100 แห่ง ระหว่างวันที่ 25 กันยายน – 2 ตุลาคม ค.ศ.2012 ซึ่งได้ดำเนินการผิดกฎหมาย เช่น มีการขายยาอันตราย ยาที่ไม่ได้รับการรับรองให้ใช้  ยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์แต่ไม่ได้มีการเรียกใช้ใบสั่งแพทย์เมื่อมีการขายยา ตัวอย่างยาที่ถูกดำเนินการ เช่น domperidone (ยานี้ถูกนำออกจากตลาดสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.1998), isotretinoin (USFDA ให้ใช้เฉพาะแคปซูลเท่านั้น), oseltamivir phosphate USFDA อนุญาตเฉพาะชื่อการค้า Tamiflu เท่านั้น, Viagra (sildenafil citrate) ไม่ได้มีการขายภายใต้ดุลพินิจของแพทย์หรือภายใต้การติดตามของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ[7]
                   สหราชอาณาจักร Medicines and Healthcare products Regulatory Agency  (MRHA) ได้ยึดยากว่า 2.3 ล้านหน่วยการใช้ (doses) รวมทั้งยาปลอมกว่า 68,000 เม็ด และได้กำลังปิดเว็บไซต์ 120 ชื่อ[8]



เอกสารอ้างอิง
[1] พรเพชร วิชิตชลชัย. คำอธิบายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550. www.coj.go.th/coj2008/document/computer_miss_2550.pdf
[2]ข้อมูลคอมพิวเตอร์หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด บรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
[3] ประเด็นพยานหลักฐานต่อศาลนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องมอบข้อมูลหลักฐานนี้ให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
[4] INTERPOL. Global crackdown on illicit online pharmacies. http://www.interpol.int/News-and-media/News-media-releases/2012/PR077 (October 4, 2012)
[5] Health Sciences Authority. About S$18,000 Worth of Illegal Health Products Sold Online Seized by Hsa During Internet Blitz. http://www.hsa.gov.sg/publish/hsaportal/en/news_events/press_releases/2012/about_s_18_000_worth.html (October 5, 2012)
[6] Department of Health and Ageing Therapeutic Goods Administration. TGA part of international seizure of fake and illegal medicines. http://www.tga.gov.au/newsroom/media-2012-seizure-medicines-121005.htm (October 5, 2012)
[7] U.S. Food and Drug Administration. FDA takes action against thousands of illegal Internet pharmacies. http://www.fda.gov/NewsEvents/Newsroom/PressAnnouncements/ucm322492.htm (October 4, 2012)
[8] Medicines and Healthcare products Regulatory Agency. Press Release: MHRA plays vital role in £6.5million drugs bust and stopping spam emails. http://www.mhra.gov.uk/NewsCentre/Pressreleases/CON189211 (October 4, 2012)

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโฆษณาความรู้ความสามารถของตน สถานที่ประกอบธุรกิจของตนหรือสถานที่ตนปฏิบัติงาน ทำได้หรือไม่


ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์
         
          การโฆษณามีอิทธิพลในการเพิ่มความน่าเชื่อถือ เพิ่มจำนวนผู้มารับโฆษณาจากผู้ประกอบวิชาชีพ สถานที่ปะกอบธุรกิจ สถานที่ทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพ การควบคุมเรื่องการโฆษณาความรู้ความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพ สถานที่ประกอบธุรกิจของผู้ประกอบวิชาชีพ ตลอดจนสถานที่ผู้ประกอบวิชาชีพได้ปฏิบัติงาน หากเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพมักจะมีวัตถุประสงค์หลักในเรื่องป้องกันการแย่งกันประกอบวิชาชีพโดยป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีทุนมากกว่าใช้การโฆษณาเพื่อเรียกผู้รับบริการไปใช้บริการของตนจนทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพอื่นไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้ เพื่อให้เกิดการกระจายตัวไปรับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพรายอื่น ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และป้องกันการทำลายระบบวิชาชีพในภาพรวม เรื่องการป้องกันโฆษณาโอ้อวดในข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพและตามกฎหมายอื่น เช่น พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคทั่วไป ไม่ให้ผู้บริโภคได้รับความไม่เป็นธรรมจากโฆษณาหรือเข้าใจผิดในสาระสำคัญของบริการ
          ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพจะโฆษณาได้หรือไม่ โฆษณาได้มากน้อยเพียงใด พิจารณาจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องและคดีจรรยาบรรณที่เกิดขึ้นจริง ดังต่อไปนี้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
1. กรณีการประกอบวิชาชีพในสถานประกอบการด้านยา  พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ไม่มีเรื่องการโฆษณาสถานประกอบการด้านยา (เช่น ร้านขายยา) กำหนดไว้โดยเฉพาะต้องมีหลักเกณฑ์ในการโฆษณาอย่างไร จึงต้องกลับไปใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 และมาตรา 23 ในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านการโฆษณา ซึ่งเนื้อหาและวิธีการโฆษณามีดังนี้
          1.1 เนื้อหาการโฆษณา การโฆษณาจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม  ทั้งนี้ ไม่ว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่งมอบ การจัดหา หรือการใช้สินค้าหรือบริการ
          ข้อความดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม
          (1) ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง ยกเว้นข้อความที่ใช้ในการโฆษณาที่บุคคลทั่วไปสามารถรู้ได้ว่าเป็นข้อความที่ไม่อาจเป็นความจริงได้โดยแน่แท้
          (2) ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง หรือไม่ก็ตาม
          (3) ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือนำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ
          (4) ข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแยกหรือเสื่อมเสียความสามัคคีในหมู่ประชาชน
          (5) ข้อความอย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
- ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่อิงกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (รายละเอียดโปรดดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม)
                   - เรื่องโฆษณาขายยาโดยวิธีแถมพกหรือออกสลากรางวัล ไม่สามารถกระทำได้ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 90 (แม้ว่ากฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จะอนุญาตเรื่องการโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคได้ก็ตาม)
          1.2 วิธีการโฆษณา การโฆษณาจะต้องไม่กระทำด้วยวิธีการอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกายหรือจิตใจ หรืออันอาจก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้บริโภค  ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

2. กรณีการประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 38 มีมาตรการควบคุมผู้รับอนุญาตหรือผู้ดำเนินการ (ผู้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 25(1) อาจเป็นได้ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์ ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด หรือผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ แต่บุคคลเช่นว่านั้นจะได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ดำเนินการตามประเภทใด หรือสถานพยาบาลที่ให้บริการทางการแพทย์ใดให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง) โดยห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตหรือผู้ดำเนินการโฆษณาหรือประกาศหรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใด ๆ ซึ่งชื่อ ที่ตั้งหรือกิจการของสถานพยาบาล หรือคุณวุฒิ หรือความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลเพื่อชักชวนให้มีผู้มาขอรับ บริการจากสถานพยาบาลของตน โดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความจริง หรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล
          จะเห็นว่าผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมไม่สามารถเป็นผู้ดำเนินการในสถานพยาบาลรูปแบบใดได้เลย จึงไม่เป็นผู้กระทำความผิดกรณีฝ่าฝืนพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 38 แต่อาจถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอื่นได้
          นอกจากนี้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 11 (.. 2546) เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณาสถานพยาบาล ให้นิยาม การโฆษณาสถานพยาบาล หมายความว่า การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลทางวิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เคเบิลทีวี วิทยุกระจายเสียง เครื่องขยายเสียง การฉายภาพหรือภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์ทุกชนิด เช่น แผ่นพับ ใบปลิว หนังสือ นิตยสาร วารสาร และสื่ออื่น ๆ รวมถึงแผ่นป้ายโฆษณา วัสดุอื่น ๆ ที่มีข้อความโฆษณาให้ประชาชนเห็นได้ และให้หมายรวมถึงการกระทำไม่ว่าโดยวิธีการใด ๆ ให้ประชาชนเห็นหรือทราบ ข้อความ ภาพ เครื่องหมาย หรือรวมถึงการกระทำอย่างใด ๆ ที่ทำให้บุคคลโดยทั่วไปเข้าใจความหมายเพื่อประโยชน์ของสถานพยาบาล” และกำหนดโฆษณาที่สามารถกระทำได้และไม่สามารถกระทำได้ดังต่อไปนี้
            2.1 การโฆษณาสถานพยาบาลที่สามารถกระทำได้ ให้กระทำได้ดังนี้
          - การโฆษณาชื่อและที่ตั้ง ถ้ามีการแสดงภาพประกอบ ให้แสดงได้เฉพาะสถานที่ตั้งอาคารและอาคารสถานพยาบาล
          - การโฆษณาคุณวุฒิ หรือความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบวิชาชีพนั้น ๆ
          - การโฆษณาบริการทางการแพทย์ ให้แจ้งเฉพาะบริการที่มีในสถานพยาบาล วัน เวลา ที่ให้บริการตามที่ได้รับอนุญาต
          - การโฆษณาแจ้งอัตราค่ารักษาพยาบาล หรือค่าบริการที่มีในสถานพยาบาล
          - การโฆษณาอัตราค่ารักษาพยาบาลหรือค่าบริการที่มีเงื่อนไขจะต้องแจ้งรายละเอียดของเงื่อนไขไว้ในการโฆษณานั้น และจะต้องแจ้งเงื่อนไขให้ผู้รับบริการทราบล่วงหน้าก่อนให้บริการ จะต้องกำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดของระยะเวลาที่ใช้อัตราค่ารักษาพยาบาลหรือ ค่าบริการในเรื่องนั้น ๆ ไว้ให้ชัดเจน
          - การเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการทางการแพทย์และเผยแพร่ผลงานวิจัย และให้ระบุคำเตือนไว้ว่ามีความเสี่ยงของการไม่ได้ผลหรืออาจเกิดอันตรายหรือเกิดผลข้างเคียงกับผู้ใช้บริการ โดยที่ขนาดตัวอักษรต้องเท่ากับตัวอักษรที่โฆษณาและความเร็วของเสียงต้องไม่เร็วไปกว่าเสียงปกติ
          - การโฆษณาแจ้งข่าวสาร เช่น แจ้งทำลายเวชระเบียน แจ้งย้ายสถานที่ แจ้งกิจกรรมในวันสำคัญต่าง ๆ ให้กระทำได้โดยเฉพาะกิจกรรมและวันเวลาที่จัดกิจกรรมนั้น
            2.2 โฆษณาสถานพยาบาลที่ไม่สามารถกระทำได้ มีดังต่อไปนี้
          - การใช้ข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่ไม่มีมูลความจริงทั้งหมด หรือเพียงบางส่วน หรือมีลักษณะเป็นการหลอกลวงหรือปกปิดความจริงหรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นจริง
          - การใช้ข้อความที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าในสถานพยาบาลมีผู้ประกอบวิชาชีพ (บุคลากร) เครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์แต่ข้อเท็จจริงกลับไม่มีให้บริการในสถานพยาบาล
          - การใช้สถาบัน หน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล ที่มิได้ผ่านการรับรองจากหน่วยงานของรัฐเพื่อรับรองมาตรฐานสถานพยาบาลของตน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต
          - การโฆษณาแจ้งบริการโรคที่ไม่มีอยู่ในสาขาที่ผู้ประกอบวิชาชีพมีหนังสืออนุมัติ หรือวุฒิบัตร
          - การอ้างอิงรายงานวิชาการ ผลงานวิจัย สถิติ หรือยืนยันหรือรับรองข้อเท็จจริงอันใดอันหนึ่งในการโฆษณา เพื่อแสดงหรือเปรียบเทียบความสามารถในการให้บริการหรือการรักษาพยาบาลโดย ข้อมูลที่อ้างอิงนั้นมิใช่ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต
          - การใช้ข้อความหรือรูปภาพ โอ้อวดเกินจริงหรือข้อความที่กล่าวอ้างหรือบ่งบอกว่าของตนดีกว่า, เหนือกว่า, ดีที่สุด, รายแรก, แห่งแรก รับรองผล 100% หรือการเปรียบเทียบหรือการใช้ข้อความอื่นใดที่มีความหมายในทำนองเดียวกันมา ใช้ประกอบข้อความโฆษณาด้วยความประสงค์ที่จะทำให้ผู้รับบริการหรือผู้บริโภค เข้าใจว่าการบริการของสถานพยาบาลแห่งนั้นมีคุณภาพมาตรฐานที่ดีกว่า เหนือกว่า หรือสูงกว่าสถานพยาบาลอื่นหรือเกิดความคาดหวังว่าจะได้รับบริการที่ดีกว่า หรือได้ผลสูงสุด
          - การโฆษณากิจการสถานพยาบาลหรือการโฆษณาความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในการรักษาพยาบาลคุณภาพ หรือประสิทธิภาพประสิทธิผลของผู้ประกอบวิชาชีพหรือสรรพคุณของเครื่องมือเครื่องใช้ของสถานพยาบาล หรือกรรมวิธีการรักษา หรือโรคที่ให้การรักษาหรือเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการรักษาไปในทำนองให้เข้าใจผิด โดยไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการที่เป็นมาตรฐานวิชาชีพหรือทำให้ประชาชนเกิดความคาดหวังในสรรพคุณเกินความจริง
          - การใช้ชื่อสถานพยาบาล หรือข้อความที่ทำให้ผู้รับบริการหรือประชาชน อ่าน ฟัง ดูแล้วเข้าใจผิดหรือหลงเชื่อว่าสถานพยาบาลนั้น มีการประกอบกิจการดังที่โฆษณาซึ่งไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
          - การโฆษณาด้วยวิธีการอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกาย หรือจิตใจหรือก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้ใช้บริการหรือประชาชนทั่วไป
          - การใช้ภาพหรือเสียงที่ไม่เหมาะสมสร้างความหวาดกลัว หรือมีลักษณะเป็นการส่อไปในทางลามกอนาจาร หรือมีลักษณะเป็นการกระตุ้น หรือยั่วยุทางกามารมณ์
          - การใช้ภาพหรือเสียงโดยไม่สุภาพหรือโดยการร้องรำทำเพลงหรือแสดงอาการทุกข์ทรมานของผู้ป่วย
          - การโฆษณาที่มีลักษณะที่เป็นการให้ร้าย เสียดสี หรือทับถมสถานพยาบาลหรือผู้ประกอบวิชาชีพอื่น
          - การโฆษณาที่มีลักษณะอันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
          - การโฆษณาที่รวมอยู่กับข้อความถวายพระพร หรือข้อความอย่างอื่นที่อ้างอิงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เว้นแต่ชื่อของสถานพยาบาล หรือผู้ประพันธ์บทความดังกล่าว
          - การโฆษณาการให้บริการ ฟรี โดยไม่เรียกเก็บค่าใช่จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากผู้อนุญาต ทั้งนี้ จะต้องกำหนดวัน เวลา และสถานที่ให้บริการและจะต้องแสดงรายละเอียดว่าจะให้บริการฟรีในเรื่องใดให้ชัดเจน
          - การโฆษณาที่จัดให้มีการแถมพก แลกเปลี่ยน ให้สิทธิประโยชน์ รางวัล หรือการเสี่ยงโชค จากการเลือกรับบริการทางการแพทย์อย่างใดอย่างหนึ่งจากสถานพยาบาลนั้น เว้นแต่การให้สิทธิประโยชน์เหล่านั้น ผู้รับบริการเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรงและมาตรฐานการรับบริการทางการแพทย์จะ ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไปของสถานพยาบาล การให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จะต้องระบุเงื่อนไขและรายละเอียดของสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้ชัดเจนและจะต้องกำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดของระยะเวลาที่ให้สิทธิประโยชน์นั้น ๆ
          - การให้ส่วนลดค่าบริการหรือค่ารักษาพยาบาล เว้นแต่เป็นการให้ส่วนลดเพื่อการอนุเคราะห์บุคคลด้อยโอกาสหรือตามแผนงานของกระทรวงสาธารณสุขหรือที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง หรือ เป็นการให้ส่วนลดต่อสมาชิกกลุ่มบุคคลหรือสถาบันหรือองค์กรโดยเป็นการประกาศหรือแจ้งให้ทราบเฉพาะกลุ่มนั้น ๆ เท่านั้น การให้ส่วนลดจะต้องกำหนดประเภทของบริการให้ชัดเจน และกำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดของระยะเวลาที่ให้ส่วนลดให้ชัดเจน ทั้งนี้ การให้ส่วนลดต้องไม่เกิน 1 ปี กรณีการให้ส่วนลดที่มิได้เกี่ยวกับ การให้บริการทางการแพทย์ หรือค่ารักษาพยาบาลและมิได้เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการสถานพยาบาล หากผู้รับบริการหรือผู้บริโภคเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรงจะกระทำก็ได้
         
3. กรณีการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพโดยกฎหมายวิชาชีพ หากเป็นผู้ประกอบด้านสุขภาพ จะมีกฎหมายวิชาชีพเฉพาะของตน เช่น ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือแพทย์จะถูกควบคุมโดยมีพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ซึ่งมีข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 (และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือเภสัชกรถูกควบคุมโดยพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 ซึ่งมีข้อบังคับสภาเภสัชกรรมว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2538 (และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมถูกควบคุมโดยพระราชบัญญัติวิชาชีพทันตกรรม พ.ศ.2537 ซึ่งมีข้อบังคับทันตแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพทีนตกรรม พ.ศ.2538 ซึ่งข้อบังคับสภาวิชาชีพนี้มักจะมีเนื้อหาในส่วนการควบคุมเรื่องการโฆษณาที่คล้ายคลึงกัน เช่น ผู้ประกอบวิชาชีพต้องไม่โฆษณา ใช้ จ้าง หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาการประกอบวิชาชีพ ความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพของตน หรือหากอนุญาตให้มีการโฆษณาได้จะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้นในส่วนของการพิจารณาคดีจรรยาบรรณวิชาชีพ ถ้าหากเป็นการโฆษณาสถานประกอบการ เช่น ร้านขายยา สถานพยาบาล หากผู้รับอนุญาตไม่ได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วจะไม่สามารถถูกพิจารณาคดีจรรยาบรรณวิชาชีพได้เลย

คดีจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพ
            คดีจรรยาบรรณวิชาชีพในที่นี้ เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบวิชาชีพถูกตัดสินว่ากระทำผิดข้อบังคับสภาวิชาชีพในเรื่องการโฆษณาของตน และไม่พอใจในผลการตัดสินจึงได้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลปกครอง ตัวอย่างเช่น

            แพทย์ ลงรูปภาพเปรียบเทียบดวงตาก่อนและหลังทำศัลยกรรม พร้อมชื่อ ของสถานพยาบาล ในหนังสือแฟชั่นรีวิว ฉบับที่ 234 เดือนตุลาคม 2545 ซึ่งลักษณะของรูปภาพทำให้เข้าใจว่าหากทำศัลยกรรม กับสถานพยาบาล ช. คลีนิคแล้ว จะทำให้มีดวงตาสวยงามเช่นที่ปรากฏในรูปภาพ โดยมิได้มีการระบุข้อความเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ทั้งที่รูปภาพดังกล่าวนั้นไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า เป็นรูปภาพของบุคคลเดียวกัน และการทำศัลยกรรมก็ไม่อาจรับรองผลได้ว่าผู้ทำศัลยกรรมทุกคนจะมีดวงตาสวยงาม ดังรูปภาพ กรณีจึงถือว่าเป็นการโฆษณาหรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาสถานพยาบาลโดยโอ้อวดกิจกรรมของสถานพยาบาลทำให้ประชาชน เกิดความคาดหวังในสรรพคุณเกินความจริง จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2526 เรื่อง การปฏิบัติตนเกี่ยวกับสถานพยาบาล โดยเฉพาะข้อ 13 “ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้ทำการเผยแพร่หรือตอบปัญหาทางสื่อมวลชน ถ้าแสดงตนว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมสามารถแจ้งสถานที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ แต่ต้องไม่เป็นการสื่อไปในทำนองโฆษณาโอ้อวดเกินความเป็นจริง หลอกลวง หรือทำให้ผู้ป่วยหลงเชื่อมาใช้บริการและในการแจ้งสถานที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่ปรากฏหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวในที่เดียวกัน”
          กรณีนี้แพทยสภาลงโทษว่ากล่าวตักเตือน ศาลปกครองเห็นว่าเป็นการพิจารณาเรื่องร้องเรียนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
          (ที่มา: คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.112/2553 วันที่ 6 พฤษภาคม 2553) 

          ทันตแพทย์ให้สัมภาษณ์แก่ผู้อื่นโดยที่ทราบว่าผู้นั้นเป็นนักข่าวเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพทันตกรรมของตน การขอสัมภาษณ์ดังกล่าวย่อมคาดหมายได้ว่าผู้ขอสัมภาษณ์ประสงค์ที่จะนำข้อมูลที่ให้สัมภาษณ์ไปใช้เพื่อการเผยแพร่ ต่อมานักข่าวนั้นได้นำข้อมูลที่ได้จากสัมภาษณ์ไปเผยแพร่ในรูปบทความทางหนังสือพิมพ์โดยปรากฏรูปภาพของทันแพทย์พร้อมข้อความบอกชื่อนามสกุลใต้รูปภาพ และมีคำสัมภาษณ์ที่มีข้อความในลักษณะของการโฆษณาความรู้ความสามารถของทันตแพทย์เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่ได้ทราบข้อความดังกล่าวเกิดความสนใจและยังเป็นการจูงใจเพื่อให้มาใช้บริการของตน อีกทั้งยังปรากฏรูปภาพของทันตแพทย์กำลังทำฟันแก่ผู้ป่วยและพนักงานนวดกำลัง นวด พร้อมทีข้อความว่านวดไปทำฟันไป จึงเป็นการแสดงให้ปรากฏเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงการให้สัมภาษณ์ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการแสดงเจตนาและเป็นการยินยอมให้มีการเผยแพร่ข้อมูลการประกอบวิชาชีพทันตกรรมของผู้ฟ้องคดีให้ปรากฏแก่ประชาชนหรือสาธารณชนทางสื่อมวลชนอย่างชัดเจน อันเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับทันตแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพทันตกรรม พ.ศ. 2538 ข้อ 22 ซึ่งมีข้อความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมต้องไม่โฆษณา ใช้ จ้าง หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาการประกอบวิชาชีพทันตกรรม ความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของตน นอกจากนี้ทันตแพทย์ยังมีเว็บไซต์ www.bangkokdentalspa.com ที่เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในการประกอบวิชาชีพของตน แสดงให้เห็นเจตนาได้ว่า ผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์หรือเจตนาที่จะเผยแพร่การประกอบวิชาชีพทันตกรรมของ ตนให้เป็นที่แพร่หลาย ซึ่งเกินไปกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ 25 ของข้อบังคับซึ่งมีข้อความว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมอาจแสดงข้อความเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพทันตกรรมของตนที่สำนักงานได้เพียงข้อความเฉพาะเรื่องต่อไปนี้ คือ (1) ชื่อ นามสกุล และอาจมีคำประกอบชื่อได้เพียงคำว่าทันตแพทย์ หรือทันตแพทย์หญิง อภิไธย ตำแหน่งทางวิชาการ ฐานันดรศักดิ์ ยศ และบรรดาศักดิ์ เท่านั้น (2) ชื่อปริญญา ประกาศนียบัตร วุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติ หรือคุณวุฒิอย่างอื่น ซึ่งตนได้รับมาโดยวิธีการถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของทันตแพทยสภาหรือสถาบันนั้นๆ ที่ทันตแพทยสภารับรอง (3) สาขาของวิชาชีพเวชกรรม (4) เวลาทำการ” อันเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพทันตกรรมตามข้อ 28 ซึ่งมีข้อความว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมต้องระมัดระวังตามวิสัยที่พึงมี มิให้การประกอบวิชาชีพทันตกรรมของตนแพร่ออกไปในสื่อมวลชนเป็นไปในทำนองโฆษณาคุณวุฒิ ความรู้ความสามารถของตนหรือของผู้อื่น”  
          กรณีนี้ทันตแพทยสภาลงโทษภาคทัณฑ์ ศาลปกครองเห็นว่าดำเนินการเกี่ยวกับการสอบสวนและใช้ดุลพินิจในการลงโทษแก่ผู้ฟ้องคดีให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับทันตแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพทันตกรรม พ.ศ. 2538 แล้ว
          แม้ว่าทันตแพทย์จะอ้างว่าการให้ข้อมูลโดยการให้บริการของผู้ฟ้องคดีเป็นข้อมูลความรู้ทั่วไป และถือเป็นการใช้เสรีภาพในทางวิชาการที่ได้รับการรับรองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นั้น แต่เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลปกครองชั้นต้น และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือปัญหาเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ จึงเป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดไม่อาจรับไว้วินิจฉัยได้ตาม ข้อ 101 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543
          (ที่มา: คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.328/2553 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2553) 

           สัตวแพทย์ แม้ว่าจะไม่ถือว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ (สำหรับมนุษย์) แต่มีข้อบังคับจรรยาบรรณวิชาชีพที่คล้ายคลึงกัน กรณีนี้เป็นเรื่องสัตวแพทย์ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตนในวารสาร พ.  ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2548  โดยไม่ได้ดำเนินการให้นักข่าวของวารสารดังกล่าวนำบทความมา ตรวจสอบก่อนว่าจะขัดกับการประกอบวิชาชีพของตนหรือไม่ก่อนนำลงตีพิมพ์เพื่อ เผยแพร่ต่อสาธารณชน ประกอบกับการให้นักข่าวถ่ายภาพเพื่อประกอบบทความขณะที่ผู้ฟ้องคดีสวมเสื้อสัตวแพทย์ที่มีเครื่องหมายของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อติดอยู่ แม้จะมีขนาดเล็กที่ไม่อาจสังเกตเห็นได้ แต่เมื่ออ่านประกอบบทความแล้วย่อมทราบได้ว่าเป็นของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ อันอาจนำไปใช้ในทางโฆษณาการประกอบวิชาชีพของตน จึงเป็นการไม่ระมัดระวังตามวิสัยที่พึงมีเพื่อป้องกันมิให้การประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตนแพร่ออกไปในสื่อมวลชนเป็นไปในทำนองเผยแพร่ความรู้ความสามารถของตน แม้สัตวแพทย์จะอ้างว่าขณะนั้นอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม ก็อยู่ในวิสัยที่จะถอดเพียงเสื้อสัตวแพทย์ที่มีตราสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลสัตว์ได้ แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยที่พึงมี จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2546 ข้อ 24 ซึ่งมีข้อความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ต้องระมัดระวังตามวิสัยที่พึงมี มิให้การประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตนแพร่ออกไปในสื่อมวลชนเป็นไปในทำนองโฆษณา คุณวุฒิ ความรู้ความสามารถของตนหรือของผู้อื่น
            กรณีนี้สัตวแพทยสภาลงโทษว่ากล่าวตักเตือน ศาลปกครองเห็นว่าเป็นโทษที่เบาที่สุดตามพ.ร.บ. วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 จึงชอบด้วยกฎหมาย
          (ที่มา: คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.265/2554 วันที่ 19 กรกฎาคม 2554) 

            จากคดีที่ขึ้นศาลปกครอง จะเห็นว่าแพทยสภา ทันตแพทยสภา สัตวแพทยสภา ได้พิจารณาคดีจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพหากมีการโฆษณา การประกอบวิชาชีพของตนแพร่ออกไปในสื่อมวลชนเป็นไปในทำนองโฆษณาคุณวุฒิ ความรู้ความสามารถของตนหรือของผู้อื่น หรือมีการแสดงสถานที่ประกอบการหรือสถานที่ทำงานของตน ว่าเป็นการฝ่าฝืนจรรยาบรรณวิชาชีพ แต่ลงโทษเพียงว่ากล่าวตักเตือนหรือเต็มที่เพียงภาคทัณฑ์เท่านั้น