วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เราควบคุมเลนส์สัมผัส (contact lens) ดีแล้วหรือ

ปรุฬห์ รุจนธำรงค์
เขียนครั้งแรก 17 ตุลาคม 2553

1. เลนส์สัมผัส (contact lens) ไม่ว่าใช้ด้วยวัตถุประสงค์ใด ถือเป็นเครื่องมือแพทย์เสมอใช่หรือไม่
          เมื่อประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนพิเศษ 120 ง วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2553 หน้า 41) กำหนดให้ เลนส์สัมผัส (contact lens) เป็นเครื่องมือแพทย์แล้ว ก็ไม่ต้องตีความอีกว่า เลนส์สัมผัส (contact lens) นั้นใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดอีก (ไม่ว่าจะใช้เพราะมีปัญหาสายตา เพราะแฟชั่น หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม) เหมือนกับการประกาศให้สารชนิดหนึ่งเป็นยาอันตราย หรือยาควบคุมพิเศษ เราก็ไม่ต้องมาตีความอีกว่าสิ่งนั้นเป็นยาหรือไม่ เพราะการประกาศให้เป็นยาอันตรายหรือเป็นยาควบคุมพิเศษนั้น เท่ากับว่าเราได้รับรองแล้วว่าสิ่งนั้นเป็นยา  แต่ถ้าหากไม่เคยปรากฏว่ามีการจัดประเภทใดมาก่อน เราจึงค่อยมาตีความจากวัตถุประสงค์การใช้ว่าสารนั้นถือเป็นยาหรือไม่  
พิจารณากรณีเครื่องมือแพทย์ ตาม พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 กำหนดนิยามเครื่องมือแพทย์ไว้ว่า
เครื่องมือแพทย์ หมายความว่า
(1) เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องกล วัตถุที่ใช้ใส่เข้าไปในร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ น้ำยาที่ใช้ตรวจในห้องปฏิบัติการ ผลิตภัณฑ์ ซอฟต์แวร์ หรือวัตถุอื่นใด ที่ผู้ผลิตมุ่งหมายเฉพาะสำหรับใช้อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ไม่ว่าจะใช้โดยลำพัง ใช้ร่วมกันหรือใช้ประกอบกับสิ่งอื่นใด
(ก) ประกอบโรคศิลปะ ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด และประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรือประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
(ข) วินิจฉัย ป้องกัน ติดตาม บำบัด บรรเทา หรือรักษา โรคของมนุษย์หรือสัตว์
(ค) วินิจฉัย ติดตาม บำบัด บรรเทา หรือรักษา การบาดเจ็บของมนุษย์หรือสัตว์
(ง) ตรวจสอบ ทดแทน แก้ไข ดัดแปลง พยุง ค้ำ หรือจุนด้านกายวิภาคหรือกระบวนการทางสรีระของร่างกายมนุษย์หรือสัตว์
(จ) ประคับประคองหรือช่วยชีวิตมนุษย์หรือสัตว์
(ฉ) คุมกำเนิด หรือช่วยการเจริญพันธุ์ของมนุษย์หรือสัตว์

(ช) ช่วยเหลือหรือช่วยชดเชยความทุพพลภาพหรือพิการของมนุษย์หรือสัตว์
(ซ) ให้ข้อมูลจากการตรวจสิ่งส่งตรวจจากร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์หรือการวินิจฉัย
(ฌ) ทำลายหรือฆ่าเชื้อสำหรับเครื่องมือแพทย์
(2) อุปกรณ์ หรือส่วนประกอบของเครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องกล ผลิตภัณฑ์ หรือวัตถุตาม (1)
(3) เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องกล ผลิตภัณฑ์ หรือวัตถุอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดว่าเป็นเครื่องมือแพทย์
ผลสัมฤทธิ์ตามความมุ่งหมายของสิ่งที่กล่าวถึงตาม (1) ซึ่งเกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ต้องไม่เกิดจากกระบวนการทางเภสัชวิทยา วิทยาภูมิคุ้มกันหรือปฏิกิริยาเผาผลาญให้เกิดพลังงานเป็นหลัก
          ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส ฉบับนี้ กำหนดให้เลนส์สัมผัส (contact lens) เป็นเครื่องมือแพทย์ โดยอาศัยอำนาจตาม (3) ดังนั้น ไม่ต้องไปตีความ (1) (2) อีก

2. การขายเลนส์สัมผัส (contact lens) ต้องได้รับอนุญาตในการขายหรือไม่
          พิจารณาจากมาตราที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
มาตรา 6  เพื่อประโยชน์ในการควบคุมเครื่องมือแพทย์และคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนด
(1) เครื่องมือแพทย์ที่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องได้รับอนุญาต ตลอดจนหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์
(3) เครื่องมือแพทย์ที่ผู้ขายต้องได้รับอนุญาต ตลอดจนหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขายเครื่องมือแพทย์
(13) เครื่องมือแพทย์ที่ต้องแสดงอายุการใช้ คำเตือน ข้อห้ามใช้ หรือข้อควรระวังในการใช้ไว้ในฉลากหรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ ตลอดจนหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการแสดงดังกล่าว
          ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส อาศัยอำนาจมาตรา 6(1) และ 6(13) ไม่ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 6(3) นั่นหมายความว่า
                   1. ต้องการควบคุมผู้ผลิตกับผู้นำเข้าเท่านั้น โดยการผลิตหรือนำเข้าต้องได้รับอนุญาต และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างครบถ้วน
                   2. การขาย  (contact lens) ไม่ต้องขออนุญาตในการขายแต่อย่างใด ใครจะขายก็ได้ ไม่ว่า (contact lens) นั้นจะใช้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความผิดปกติของสายตา หรือเพื่อความสวยงาม หรือวัตถุประสงค์ใดก็ตาม
                   3. แม้ว่าใครจะขายก็ได้ แต่เลนส์สัมผัส (contact lens) จัดเป็นเครื่องมือแพทย์แล้ว การโฆษณาขายหรือส่งเสริมการขายเลนส์สัมผัส (contact lens) ต้องได้รับอนุญาตก่อน (การโฆษณาขายเลนส์ตาโต หรือเลนส์ตาสีต่าง ๆ อาจจะผิดเรื่องการโฆษณาขายสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต)


3. สิ่งที่ได้จากประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ คืออะไร
                   (1) การผลิต การนำเข้าต้องได้รับอนุญาต
                   (2) ต้องมีฉลากต่าง ๆ ให้ครบถ้วนตามที่กำหนด
                   (3) ต้องมีเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ ให้ครบถ้วนตามที่กำหนด
                   (4) การโฆษณา การส่งเสริมการขาย ต้องได้รับอนุญาต

4. ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ต่างจากฉบับก่อนหน้าอย่างไร
          เดิมมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอนพิเศษ 71 ง วันที่ 19 พฤษภาคม 2552 หน้า 29) ก่อนประกาศฉบับปัจจุบัน สิ่งที่แตกต่างกับฉบับปัจจุบัน คือ เรื่องฉลาก คำเตือน ในบางประเด็น สิ่งที่ประกาศฉบับปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาจากฉบับก่อน คือ การกำหนดให้แสดงรายละเอียด ดังนี้
                    - พารามิเตอร์ของเลนส์สัมผัส (contact lens parameter) เช่น กำลังหักเห ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรัศมีความโค้ง เป็นต้น
                    - ชื่อของสารละลายที่เลนส์สัมผัสแช่อยู่ และระบุรายละเอียดวัตถุกันเสีย หากมีการใช้
                    - เดือน ปีที่หมดอายุ มีเพิ่มคำโดยใช้คำว่าหมดอายุหรือต้องใช้ก่อนหรือข้อความอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกันกำกับ
                    - ชื่อ และสถานที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า แล้วแต่กรณี ในกรณีเป็นผู้นำเข้าให้แสดงชื่อผู้ผลิต เมืองและประเทศผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์นั้นด้วย
                    - ข้อความว่าปราศจากเชื้อและกรรมวิธีการทำให้ปราศจากเชื้อ กรณีเป็นเลนส์สัมผัสปราศจากเชื้อ โดยอาจแสดงกรรมวิธีการทำให้ปราศจากเชื้อเป็นสัญลักษณ์แทนก็ได้
                    - ข้อความว่าใช้ได้ครั้งเดียวแสดงด้วยตัวอักษรสีแดง กรณีเป็นเลนส์สัมผัสที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งานเพียงครั้งเดียว
                    - ข้อความว่าชนิดใส่และถอดทุกวันกรณีเป็นเลนส์สัมผัสที่ต้องใส่และถอดทุกวัน (daily wear)
                    - ข้อความว่าโปรดอ่านเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ก่อนใช้แสดงด้วยตัวอักษรสีแดง
                    - ข้อความว่าการใช้เลนส์สัมผัสควรได้รับการสั่งใช้และตรวจติดตามทุกปี โดยจักษุแพทย์ หรือผู้ประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยทัศนมาตรศาสตร์เท่านั้นแสดงด้วยตัวอักษรสีแดง
                    - ข้อความว่าห้ามแบ่งขาย
                    - คำแนะนำโดยแสดงข้อความการใช้เลนส์สัมผัสควรได้รับการสั่งใช้และตรวจติดตามทุกปีโดยจักษุแพทย์ หรือผู้ประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยทัศนมาตรศาสตร์เท่านั้น
          หากพิจารณาจากคำตอบในข้อ 3 แล้ว จะพบว่าสิ่งที่ได้จากประกาศฉบับนี้ที่ดีกว่าฉบับเดิม หรือการปรับปรุงเรื่องฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์เท่านั้น!!!!
          นอกจากนี้ยังพบว่าวิธีการแถลงข่าวผ่านสื่อมวลชนไม่ได้ระบุว่ามีความแตกต่างจากประกาศก่อนหน้าอย่างไรบ้าง ทำให้อาจเกิดความเข้าใจผิดได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่จริงอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น


5. การทำงานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเกี่ยวกับประกาศฉบับนี้เป็นอย่างไร สมกับที่ประกาศโฆษณาไว้หรือไม่

          จากการศึกษาประวัติศาสตร์จากหน้าหนังสือพิมพ์ และสิ่งพิมพ์อื่น ในช่วงปี พ.ศ. 2551 – 2553 พบสิ่งที่น่าสนใจ ดังนี้
          5.1 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่มีแนวคิดเรื่องการควบคุมการจำหน่ายมาตั้งแต่ต้น จนถึงปัจจุบัน ต้องการควบคุมเพียงผู้ผลิต ผู้นำเข้า ฉลาก เอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ และการโฆษณา



(ที่มา: ข่าวเพื่อสื่อมวลชน เดือนธันวาคม 2551 http://www.fda.moph.go.th/www_fda/data_center/ifm_mod/nw/คอนเทคเลนส์บิ๊กอาย.pdf )

          5.2 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทราบแล้วว่าคอนแทคเลนส์แฟชั่น หากตีความตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 แล้ว จะพบว่าไม่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ จึงไม่เข้านิยามเครื่องมือแพทย์ แต่ก็สามารถประกาศให้เป็นเครื่องมือแพทย์ได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง (3)




ภาพที่ 2 อย. เตรียมประกาศให้เลนส์สัมผัสทุกชนิดเป็นเครื่องมือแพทย์
(ที่มา: ข่าวเพื่อสื่อมวลชน เดือนธันวาคม 2551 http://www.fda.moph.go.th/www_fda/data_center/ifm_mod/nw/คอนเทคเลนส์บิ๊กอาย.pdf )



ภาพที่ 3 อย. เตรียมประกาศคุมเลนส์สัมผัสแฟชั่นเป็นเครื่องมือแพทย์
(ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม 2551 หน้า 27, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2551 หน้า 22)

          5.3 ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์มีการระบุว่าควบคุมการจำหน่าย แต่ข้อมูลจากข้อ 5.1 และข้อ 5.2 ไม่มีเรื่องการควบคุมการจำหน่ายแต่อย่างใด สันนิษฐานว่าหนังสือพิมพ์ลงผิด หรือมิฉะนั้นขณะที่แถลงข่าวก็กล่าวข้อความนี้เกินมา หรือมิฉะนั้นก็มีการตัดเรื่องการควบคุมการจำหน่ายออกไปในข้อมูลจากข้อ 5.2
          แต่ธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว เมื่อมีการแถลงข่าว ข้อมูลจากข้อ 5.1 จะแจกในวันแถลงข่าว ดังนั้นข้อมูลจากข้อ 5.1 จึงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ส่งผลให้ข้อมูลจากข้อ 5.2 ถูกต้องตามไปด้วย ดังนั้นข้อมูลที่ระบุว่ามีการควบคุมการจำหน่ายนั้นจึงเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด หรือมีปัญหา


ภาพที่ 4 บิ๊กอายส์เข้าเครื่องมือแพทย์ ตั้งแท่นรอ วิทยา เคาะใช้ปีหน้า
(ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน วันอังคารที่ 23 ธันวาคม 2551 หน้า 10)


          5.4 ข้อมูลในข้อนี้ จะแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดในเรื่องข้อกฎหมายของ อย.
          จากภาพที่ 2 ในข้อ 5.2 จะเห็นว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทราบแล้วว่าคอนแทคเลนส์แฟชั่น หากตีความตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 แล้ว จะพบว่าไม่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ จึงไม่เข้านิยามเครื่องมือแพทย์ และขณะนั้น (เดือนธันวาคม 2551) ก็ยังมิได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส ฉบับแรกออกมาแต่อย่างใด เพราะฉบับแรกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 ซึ่งเป็นฉบับที่เริ่มกำหนดให้เลนส์สัมผัส (contact lens) ทุกชนิดเป็นเครื่องมือแพทย์ การที่ อย. กำชับ ประสาน ดำเนินการเกี่ยวกับเลนส์บิ๊กอายส์ อาศัยอำนาจตามกฎหมายใด เพราะ อย. เอง ก็ได้ตีความในช่วงนั้นแล้วว่า คอนแทคเลนส์แฟชั่นไม่เข้านิยามเครื่องมือแพทย์ และยังกล่าวต่อไปอีกว่าการนำเข้าเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีโทษ ทั้งที่ในขณะนั้นยังไม่มีการกำหนดให้เลนส์สัมผัสทุกชนิดเป็นเครื่องมือแพทย์ นั่นหมายความว่า อย.ในขณะนั้นได้ทำสิ่งที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ และไม่สอดคล้องกับหลักไม่มีการลงโทษ ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ (nulla poena sine lege)
          ข้อมูลที่ถูกต้องควรเป็น อย.ได้กำชับและขอความร่วมมือให้นำเลนส์บิ๊กอายส์ออกจากท้องตลาดแล้ว หากในอนาคตมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้คอนแทคเลนส์เป็นเครื่องมือแพทย์แล้ว การนำเข้าเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษ....
          ปัจจุบันแม้ว่า อย. จะมีโอกาสเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้เลนส์สัมผัส เป็นเครื่องมือแพทย์ที่ผู้ขายต้องได้รับอนุญาต แต่ก็มิได้ดำเนินการแต่อย่างใด ซึ่งไม่สอดคล้องกับข่าวที่เคยแถลงไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2551

            6. สิ่งที่คาดไม่ถึง          
          ขณะนี้พบสิ่งที่คาดไม่ถึง 2 ประการ
          ประการแรก คือ อย.ไม่ได้มีการควบคุมเรื่องการจำหน่ายเลนส์สัมผัส (contact lens)
          ประการที่สอง คือ น้ำยาล้างเลนส์สัมผัส (contact lens) จัดเป็นยาซึ่งไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน แล้วตามร้านค้าทั่วไปซึ่งไม่ใช่ร้านขายยา จำหน่ายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขายยาได้อย่างไร นอกจากนี้ยังพบการโฆษณาขายยาทางสื่อต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกจำนวนมาก

สรุป
          ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนพิเศษ 120 ง วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2553 หน้า 41) แตกต่างจากประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอนพิเศษ 71 ง วันที่ 19 พฤษภาคม 2552 หน้า 29) เพียงแค่รายละเอียดบางประการเรื่องฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์เท่านั้น และวิธีการปฏิบัติในการเปลี่ยนแปลงฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ (รายละเอียดดูข้อ 4) ไม่ได้มีการควบคุมการจำหน่าย และการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของประกาศไม่ได้สมกับที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

ติดตามรายละเอียดอื่นที่ http://rparun.blogspot.com/2010/10/contact-lens.html
___________________________

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510: ประวัติความเป็นมา


ประวัติความเป็นมา
ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ ประเทศไทยเคยมีพระราชบัญญัติการแพทย์ พระพุทธศักราช 2466 (แก้ไขเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง) ซึ่งควบคุม วางระเบียบบังคับ และเลื่อนฐานะของการประกอบโรคศิลปะ ทั้งต้องการคุ้มครองประชาชนปราศจากอันตรายจากการได้รับบริการจากผู้ไม่รู้หรือผู้ไม่เคยฝึกหัดในการประกอบโรคศิลปะ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานั้นมีเพียงเรื่องการปรุงยาที่อยู่ในนิยามของโรคศิลปะ ยังไม่มีเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับยา เช่น การขาย การนำเข้า การโฆษณา จนกระทั่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยา คือ
1. พระราชบัญญัติควบคุมการขายยา พุทธศักราช 2479, พระราชบัญญัติควบคุมการขายยา (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2481, พระราชบัญญัติควบคุมการขายยา (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2484
2. พระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ. 2493, พระราชบัญญัติการขายยา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2498, พระราชบัญญัติการขายยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2499, พระราชบัญญัติการขายยา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2500, พระราชบัญญัติการขายยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2505

กฎหมายว่าด้วยการขายยาซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ยังมีการควบคุมกิจการเกี่ยวกับการผลิตยา ขายยา และนำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักรตลอดจนการควบคุมให้มีเภสัชกรรับผิดชอบเกี่ยวกับการขายยาอันตราย และส่วนอื่น ๆ อีกที่ยังไม่รัดกุมและเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชน จึงเป็นเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510

พระราชบัญญัติยา ฉบับปัจจุบัน มีดังนี้ 
1. พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510
          ยกเลิกพระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ. 2493 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม  
2. พระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2518
          แก้ไขนิยามของคำว่า "ผู้อนุญาต" เนื่องจากในขณะนั้นได้โอนอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกรมส่งเสริมสาธารณสุข และอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสาธารณสุข เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกองควบคุมอาหารและยา ไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ต้องแก้ไขบทนิยามคำว่า "ผู้อนุญาต" เสียใหม่ให้ตรงตามหน้าที่ของส่วนราชการในกระทรวงสาธารณสุขที่ได้มีการปรับปรุงใหม่ โดยเปลี่ยนผู้มีหน้าที่อนุญาตผลิตยา หรือการนำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักร จากปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา  อีกทั้งในขณะนั้นได้มีการยุบรวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกันและต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกรุงเทพมหานครแล้ว จึงเปลี่ยนข้อความจาก "จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี" เป็น "กรุงเทพมหานคร" ด้วย
3. พระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522
          ปรับปรุงส่วนที่เกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนผู้ใช้ยา ทั้งในด้านผู้รับอนุญาต อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ และในส่วนที่เกี่ยวกับคุณภาพของยารวมทั้งวิธีการควบคุมคุณภาพและการโฆษณาขายยา ให้คุ้มครองและให้ความปลอดภัยแก่ประชาชนผู้ใช้ยาอย่างพอเพียง เช่น การปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการยา  การอนุญาตการผลิต ขาย นำเข้ายา ปรับปรุงหน้าที่ของผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ ปรับปรุงหน้าที่ของผู้รับอนุญาต ปรับปรุงประเภทยาที่ห้ามผลิต ขาย นำเข้า ปรับปรุงเงื่อนไขการโฆษณายา และปรับปรุงบทกำหนดโทษ
4. พระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2527
          สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ไม่ได้มีการระบุว่าให้มีเภสัชกรตลอดเวลาเปิดทำการ จึงทำให้ไม่มีมีเภสัชกรประจำร้านยาหรืออยู่กี่ชั่วโมงก็ได้ ต่อมาพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) ได้กำหนดให้ร้านยาต้องมีเภสัชกรประจำตลอดเวลาทำการ แต่ร้านยาที่เปิดก่อน 14 พฤษภาคม พ.ศ.2522 ได้อนุโลมให้มีเภสัชกรอยู่ 3 ชั่วโมงติดต่อกัน ส่วนร้านยาที่เปิดใหม่ไม่ได้รับการอนุโลม และปรากฏว่าร้านยาที่เปิดก่อน 14 พฤษภาคม พ.ศ.2522 นั้นยังไม่สามารถหาเภสัชกรประจำตลอดเวลาเปิดทำการได้ พระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 4) จึงได้มีการผ่อนผันออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2529 อย่างไรก็ตามถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเห็นว่าท้องที่ใดมีเภสัชกรเพียงพอที่จะกำหนดให้ผู้รับอนุญาตขายยาแผนปัจจุบันต้องจัดให้มีเภสัชกรประจำอยู่ตลอดเวลาที่เปิดทำการก่อนวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2529 ก็ได้
5. พระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530
          แก้ไขนิยามคำว่า "ยาใช้ภายนอก" "ยาใช้เฉพาะที่" "ยาบรรจุเสร็จ" "ผลิต" "ขาย" เพิ่มนิยามคำว่า "ขายส่ง" ""ด่านนำเข้า" ปรับปรุงประเภทใบอนุญาต ปรับปรุงหน้าที่ผู้รับอนุญาต หน้าที่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ การกำหนดเรื่องการขายยาเป็นชุด ปรับปรุงการเพิกถอนทะเบียนตำรับยา และปรับปรุงบทกำหนดโทษ

วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ประวัติ ปรุฬห์ รุจนธำรงค์


ประวัติการศึกษา:
- พ.ศ.2550 เภสัชศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- พ.ศ.2552 นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- พ.ศ.2557 นิติศาสตรมหาบัณฑิต (กฎหมายมหาชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัจจุบัน
          (เม.ย.2555-ปัจจุบัน) นักวิชาการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน:
- เภสัชกรประจำ/ผู้จัดการสาขา, ร้านยาฟาสซิโน สาขาโรบินสันสีลม
- นักวิชาการแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิทยากร/อาจารย์พิเศษ
- อาจารย์พิเศษคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม วิชา 200-554 กฎหมายทางเภสัชศาสตร์ 
      (1) ปีการศึกษา 2556, 2557 รับผิดชอบเรื่อง พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522, พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518, พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535, พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522, พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535, พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551, กรณีศึกษาผลิตภัณฑ์สุขภาพ (รวมตลอดวิชาในแต่ละปีการศึกษา 16 ชั่วโมง)
       (2) ปีการศึกษา 2558 รับผิดชอบเรื่อง พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522, พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518, กรณีศึกษาผลิตภัณฑ์สุขภาพ (รวม 10 ชั่วโมง)
- วิทยากร เรื่อง "ความรู้ทางกฎหมายและจรรยาบรรณที่เกี่ยวข้องในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม" ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วันที่ 8 มิถุนายน 2556, 11 มกราคม 2557, 3 พฤษภาคม 2557, 20 ธันวาคม 2557, 25 กรกฎาคม 2558, 26 มีนาคม 2559, 2 เมษายน 2559 (เวลา 9.00-17.00 น.)
- วิทยากร เรื่อง "กฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงธุรกิจ" วันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2557 เวลา 13.00-16.00 น. จัดโดยหน่วยจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (TLO-UBI) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
-  วิทยากร เรื่อง "ความแตกต่างระหว่างพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 กับร่างพระราชบัญญัติยา พ.ศ. .... " เวลา 11.00-12.30 น. ณ อาคารเรียนรวมชั้น 1 ห้อง 2-114 มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ 
- อาจารย์พิเศษ บรรยายเรื่อง "จรรยาบรรณวิชาชีพเภสัชกรรม" ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วันที่ 23 เมษายน 2558 เวลา 13.00-14.00 น.
- วิทยากร เรื่อง "ความรู้ทางกฎหมายและจรรยาบรรณที่เกี่ยวข้องในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม" ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559  (เวลา 8.00-16.00 น.)
- วิทยากร เรื่อง "Online ให้ถูกต้อง ในยุค Digital Economy" วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2559 เวลา 9.00-16.30 น. ณ ห้อง 506 อาคารเรียนรวม 32 มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดโดยคณะวิทยาการจัดการ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 


กิจกรรมอื่นๆ:
1) คณะทำงานประเด็นกฎหมาย องค์กร และกลไกคุ้มครองผู้บริโภค ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการยกร่างสาระสำคัญตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 47(8) ที่ 1/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงาน สั่ง ณ วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
2) ผู้ทำงานและผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานจัดเวทีสาธารณะเพื่อจัดทำข้อมตินโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อคนไทยเข้าถึงยาถ้วนหน้า  ตามคำสั่งสภาเภสัชกรรม ที่ 123/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานจัดทำมตินโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อคนไทยเข้าถึงยาถ้วนหน้า สั่ง ณ วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
3) ผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการอำนวยการจัดประชุมเตรียมการสมัชชาเภสัชกรรมไทย 100 ปี ตามคำสั่งสภาเภสัชกรรมที่ 96/2552 เรื่อง คณะกรรมการจัดประชุมเตรียมการสมัชชาเภสัชกรรมไทย 100 ปี (พ.ศ.2556): บทบาทวิชาชีพเภสัชกรรมไทยและการศึกษาเภสัชศาสตร์ในศตวรรษหน้า สั่ง ณ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2552
4) ผู้ช่วยเลขานุการในคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอมาตรการจัดการอันตรายจากแร่ใยหิน ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 133/2553 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอมาตรการจัดการอันตรายจากแร่ใยหิน สั่ง ณ วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2553
5) กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดการปัญหาโฆษณาที่ผิดกฎหมายของยา อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพทางวิทยุกระจายเสียง สื่อโทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต ตามคำสั่งคณะกรรมการอาหารและยาที่ 253/2555 สั่ง ณ วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2555
6) กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ในคณะกรรมการอำนวยการ และคณะกรรมการจัดงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100ปี วิชาชีพเภสัชกรรม ตามคำสั่งสภาเภสัชกรรมที่ 40/2556 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจัดประชุมสมัชชาเภสัชกรรมไทย 100 ปี (พ.ศ.2556) เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี วิชาชีพเภสัชกรรมและการศึกษาเภสัชศาสตร์ สั่ง ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2556
7) อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ในคณะอนุกรรมการเพื่อพัฒนาและติดตามกฎหมายหรือร่างกฎหมายที่มีผลต่อการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ตามคำสั่งสภาเภสัชกรรมที่ 45/2556 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพัฒนาและติดตามกฎหมายหรือร่างกฎหมายที่มีผลต่อการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม สั่ง ณ วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2556 
8) อนุกรรมการ ในคณะอนุกรรมการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ตามคำสั่งสภาเภสัชกรรมที่ 14/2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสื่อสารประชาสัมพันธ์ สั่ง ณ วันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2557
9) คณะทำงานประสานเพื่อการพัฒนาข้อเสนอประเด็นการจัดการยาสเตียรอยด์ที่คุกคามสุขภาพคนไทย ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการวิชาการ ภายใต้คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2557 ที่ 10/2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานประสานเพื่อการพัฒนาข้อเสนอประเด็น สั่ง ณ วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2557 
10) อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ในคณะอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุ ตามคำสั่งคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานที่ 82/2558 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพภาคบริการ สาขาผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุ สั่ง ณ วันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2558
11) คณะทำงานพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเฉพาะประเด็น วิกฤติการณ์เชื้อแบคทีเรียดื้อยาและการจัดการปัญหาแบบบูรณาการ. ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการวิชาการ ภายใต้คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2558 ที่ 2/2558 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานพัฒนาข้อเสนอนโยบายเฉพาะประเด็นว่าด้วยวิกฤติการณ์เชื้อดื้อยาและการจัดการปัญหาแบบบูรณาการ สั่ง ณ วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2558


งานเขียน/งานวิชาการ
1) ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (2556). “จรรยาบรรณหรือจริยธรรมเภสัชกร” ใน การบูรณาการการบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยไป-กลับ. อภิฤดี เหมะจุฑา และพรอนงค์ อร่ามวิทย์ บรรณาธิการ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หน้า 284-335
2) ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (หนึ่งในทีมผู้เขียนสถานการณ์เด่นทางสขภาพร่างแรก) (2558). สุขภาพคนไทย 2558. พิมพ์ครั้งที่ 1. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

วารสารสมาคมร้านขายยา 
1ปรุฬห์ รุนธำรงค์ (2558). บัญชียาในร้านขายยาแผนปัจจุบันและเงื่อนไขการขายยา. ารสารยาสมาคมร้านขายยา ประเทศไทย. ฉบับกรกฎาคม-สงหาคม 2558, หน้า 24-32
2) ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (2558). ร้านยาแบบไหน เจ้าหน้าที่จะไปตรวจยาต้องห้ามารสารยาสมาคมร้านขายยา ประเทศไทย. ฉบับกันยายน-ตุลาคม 2558, หน้า 23-25
3) ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (2558) .  กฎหมายได้กำหนดอะไรบ้างเพื่อให้ร้านยาเป็นร้านยาเพื่อชุมชน. ารสารยาสมาคมร้านขายยา ประเทศไทย. ฉบับพฤศจิกายน-ธันวาคม 2558, หน้า 23-26

วารสารวงการยา
1) ปรุฬห์ รุจนธำรงค์. "สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายยา รอบปี พ.ศ.2558". วงการยา. ฉบับเดือนมกราคม 2559 
 
วารสารยาวิพากษ์ (แผนงาน กพย.) 
1ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (2553). บทบาทที่เปลี่ยนแปลงของเภสัชกร ตามร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่. ยาวิพากษ์. ปีที่ 3 ฉบับที่ 7 ธันวาคม 2553, หน้า 12-13
2ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (2555). การจัดการมาตรฐานยาบริจาค. ยาวิพากษ์. ปีที่ 4 ฉบับที่ 13 มกราคม 2555, หน้า 10-13
3ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (2555). เหลียวมองการจัดการปัญหาสเตียรอยด์ในต่างประเทศ. ยาวิพากษ์. ปีที่ 5 ฉบับที่ 15 ตุลาคม 2555, หน้า 7-10
4ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (2556). จากคดีจีเอสเค เมื่ออุตสาหกรรมยาไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม. ยาวิพากษ์. ปีที่ 5 ฉบับที่ 16 ตุลาคม 2556, หน้า 3-10
5) ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (2557). ลำดับเหตุการณ์โดยสังเขปเกี่ยวกับทะเบียนตำรับยาของไทย. ยาวิพากษ์. ปีที่ 6 ฉบับที่ 20 มกราคม-มิถุนายน 2557, หน้า 19-26
6 ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (2557). อาหารสัตว์ผสมยา. ยาวิพากษ์. ปีที่ 6 ฉบับที่ 21 กรกฎาคม-สิงหาคม 2557, หน้า 36-40
7)  ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (2557). ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหายาสเตียรอยด์. ยาวิพากษ์. ปีที่ 6 ฉบับที่ 22 กันยายน-ตุลาคม 2557, หน้า 8-9
8)  ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (2557). สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 7 ข้อเสนอเชิงประเด็น "การจัดการยาสเตียรอยด์ที่คุกคามสุขภาพคนไทย". ยาวิพากษ์. ปีที่ 6 ฉบับที่ 22 กันยายน-ตุลาคม 2557, หน้า 15
9 ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ (2558). การควบคุมราคายาและค่าบริการทางการแพทย์ของไทย. ยาวิพากษ์. ปีที่ 6 ฉบับที่ 26 มีนาคม-พฤษภาคม 2558, หน้า 22-27
 
                         
งานวิจัย                           
1) ผู้ช่วยวิจัย โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง “มาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมการพัฒนาที่สะอาด”. ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม หัวหน้าวิจัย (ทุนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา)
2) ผู้ช่วยวิจัย โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง “โครงการทบทวนและพัฒนากฎหมาย กฎระเบียบเพื่อการจัดตั้งระบบรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก.  (GHG Reporting System). ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม หัวหน้าวิจัย (ทุนจากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก)
3) ผู้ช่วยวิจัย โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง "โครงการศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของต่างประเทศ”. ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม หัวหน้าวิจัย (ทุนจากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก)
4) ผู้ช่วยวิจัย โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง "โครงการศึกษากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศกำลังพัฒนา ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม หัวหน้าวิจัย (ทุนจากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก)


วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ยกเลิกพืชสมุนไพรเป็นวัตถุอันตราย

ขณะนี้ได้มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2553 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 3 พฤศจิกายน 2553 ให้ยกเลิก วัตถุอันตรายตามบัญชี ข.ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร จำนวน 1 รายการ คือ ผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืชซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเฉพาะที่นำไปใช้ป้องกัน กำจัด ทำลาย ควบคุม แมลง วัชพืช โรคพืช ศัตรูพืช หรือควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ สะเดา ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก คื่นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก

นั่นหมายความว่า พืชสมุนไพรดังกล่าวข้างต้นที่นำไปใช้ป้องกัน กำจัด ทำลาย ควบคุม แมลง วัชพืช โรคพืช ศัตรูพืช หรือควบคุมการเจริญเติบโตของพืช จะไม่เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 อีกต่อไป

เอกสารอ้างอิง
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2553 [ราชกิจจานุเบกษา 3 พฤศจิกายน 2553]
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2553/E/127/43.PDF



ข้อมูลในอดีต
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2552 [ราชกิจจานุเบกษา 3 กุมภาพันธ์ 2552]
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2552/E/018/4.PDF

กระทู้ถามที่ 082 ร. เรื่อง ขอให้ยกเลิกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่กำหนดให้พืชอาหารและสมุนไพร 13 ชนิดเป็นวัตถุอันตราย ของ นายนิยม วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร [ราชกิจจานุเบกษา 24 กรกฎาคม 2552]
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2552/E/104/38.PDF

กระทู้ถามที่ 005 ร. เรื่อง การประกาศบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายของกระทรวงอุตสาหกรรม ของ นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร [ราชกิจจานุเบกษา 16 ธันวาคม 2552]
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2552/E/180/83.PDF