วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537

พระราชบัญญัติ
วิชาชีพเภสัชกรรม
พ.ศ. ๒๕๓๗

             




ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗
เป็นปีที่ ๔๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเภสัชกรรม

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๗

มาตรา ๒[] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้

วิชาชีพเภสัชกรรม หมายความว่า วิชาชีพที่เกี่ยวกับการกระทำในการเตรียมยา การผลิตยา การประดิษฐ์ยา การเลือกสรรยา การวิเคราะห์ยา การควบคุมและการประกันคุณภาพยา การปรุงและจ่ายยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพ
ทันตกรรม หรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ รวมทั้งการดำเนินการปรุงยาและการขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา

ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม หมายความว่า บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมจากสภาเภสัชกรรม

ใบอนุญาต หมายความว่า ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมจากสภาเภสัชกรรม

สมาชิก หมายความว่า สมาชิกสภาเภสัชกรรม

กรรมการ หมายความว่า กรรมการสภาเภสัชกรรม

คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการสภาเภสัชกรรม

พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

เลขาธิการ หมายความว่า เลขาธิการสภาเภสัชกรรม

รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้


มาตรา ๕ ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดอ้างถึงการประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันสาขาเภสัชกรรม หรือผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน สาขาเภสัชกรรม ให้หมายความถึงการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ กับออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งออกกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงและระเบียบนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้


หมวด ๑
สภาเภสัชกรรม
             

มาตรา ๗ ให้มีสภาเภสัชกรรม มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ให้สภาเภสัชกรรมเป็นนิติบุคคล

มาตรา ๘ สภาเภสัชกรรมมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
(๑) ส่งเสริมการศึกษา การวิจัยและการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม 
(๒) ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิก
(๓) ผดุงไว้ซึ่งสิทธิ ความเป็นธรรมและส่งเสริมสวัสดิการให้แก่สมาชิก
(๔) ควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมให้ถูกต้องตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม
(๕) ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนและองค์กรอื่นในเรื่องที่เกี่ยวกับการเภสัชกรรมและการสาธารณสุข
(๖) ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกี่ยวกับการเภสัชกรรมและการสาธารณสุข
(๗) เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมในประเทศไทย

มาตรา ๙ สภาเภสัชกรรมมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) รับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
(๒) วินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา ๔๒ วรรคสาม
(๓) รับรองปริญญา ประกาศนียบัตรในวิชาเภสัชศาสตร์ หรือวุฒิบัตรในวิชาชีพเภสัชกรรมของสถาบันต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการสมัครเป็นสมาชิก
(๔) รับรองหลักสูตรต่าง ๆ สำหรับการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่าง ๆ ของวิชาชีพเภสัชกรรมของสถาบันที่ทำการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่าง ๆ ของวิชาชีพเภสัชกรรม
(๕) รับรองวิทยฐานะของสถาบันที่ทำการฝึกอบรมใน (๔)
(๖) ออกหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสาขาต่าง ๆ และออกหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพเภสัชกรรม
(๗) ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภาเภสัชกรรม

มาตรา ๑๐ สภาเภสัชกรรมอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้
(๑) เงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน
(๒) ค่าขึ้นทะเบียนสมาชิก ค่าบำรุง และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
(๓) ผลประโยชน์จากการจัดการทรัพย์สินและกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในมาตรา ๘ 
(๔) เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้ให้แก่สภาเภสัชกรรม
(๕) ดอกผลของเงินและทรัพย์สินตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔)

มาตรา ๑๑ ให้รัฐมนตรีดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษแห่งสภาเภสัชกรรมมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้


หมวด ๒
สมาชิก
             


มาตรา ๑๒ ผู้สมัครเป็นสมาชิกสภาเภสัชกรรมต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
(๒) มีความรู้ในวิชาชีพเภสัชกรรมโดยได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรในวิชาเภสัชศาสตร์จากสถาบันการศึกษาที่ทบวงมหาวิทยาลัยรับรองหรือที่สภาเภสัชกรรมรับรอง
(๓) ไม่เป็นผู้ประพฤติเสียหายซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
(๔) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
(๕) ไม่เป็นผู้มีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือไม่เป็นโรคที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสภา

มาตรา ๑๓ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกมีดังต่อไปนี้
(๑) ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ขอหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสาขาต่าง ๆ หรือขอหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพเภสัชกรรม โดยปฏิบัติตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรมว่าด้วยการนั้น
(๒) แสดงความเห็นเป็นหนังสือเกี่ยวกับกิจการของสภาเภสัชกรรมส่งไปยังคณะกรรมการเพื่อพิจารณา และในกรณีที่สมาชิกร่วมกันตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไป เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับกิจการของสภาเภสัชกรรม คณะกรรมการต้องพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอทราบโดยไม่ชักช้า
(๓) เลือก รับเลือก หรือรับเลือกตั้งเป็นกรรมการ
(๔) ผดุงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพและปฏิบัติตนตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๑๔ สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๒ (๑) (๒) หรือ (๕)
(๔) คณะกรรมการมีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพ เพราะเห็นว่าเป็นผู้นำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพตามมาตรา ๑๒ (๓) หรือ (๔)


หมวด ๓
คณะกรรมการ
             


มาตรา ๑๕ ให้มีคณะกรรมการสภาเภสัชกรรม ประกอบด้วย
(๑) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายกเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับความเห็นชอบหรือได้รับอนุญาตจากทบวงมหาวิทยาลัยให้จัดตั้งขึ้นตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยเสนอจำนวนห้าคน
(๒) กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยเป็นผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุขสามคน จากกระทรวงกลาโหมหนึ่งคน และจากกระทรวงมหาดไทยหนึ่งคน และ
(๓) กรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยสมาชิกมีจำนวนเท่ากับจำนวนกรรมการใน (๑) และ (๒) รวมกันในขณะเลือกตั้งแต่ละคราว
ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ


มาตรา ๑๖ คณะกรรมการอาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาได้
ให้ที่ปรึกษาดำรงตำแหน่งตามวาระของกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้ง

มาตรา ๑๗ ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการภายในสามสิบวัน นับจากวันเลือกตั้งกรรมการตามมาตรา ๑๕ (๓) เพื่อดำรงตำแหน่งนายกสภาเภสัชกรรม อุปนายกสภาเภสัชกรรมคนที่หนึ่งและอุปนายกสภาเภสัชกรรมคนที่สอง ตำแหน่งละหนึ่งคน
ให้นายกสภาเภสัชกรรมเลือกกรรมการเพื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการ รองเลขาธิการ ประชาสัมพันธ์ และเหรัญญิก ตำแหน่งละหนึ่งคน และอาจเลือกกรรมการเพื่อดำรงตำแหน่งอื่นได้ตามความจำเป็น ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
ให้นายกสภาเภสัชกรรมมีอำนาจถอดถอนเลขาธิการ รองเลขาธิการ ประชาสัมพันธ์ เหรัญญิก และผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามวรรคสองออกจากตำแหน่งได้ ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
ให้นายกสภาเภสัชกรรม อุปนายกสภาเภสัชกรรมคนที่หนึ่งและอุปนายกสภาเภสัชกรรมคนที่สอง ดำรงตำแหน่งตามวาระของกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้ง
เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาเภสัชกรรมพ้นจากหน้าที่ ให้เลขาธิการ รองเลขาธิการ ประชาสัมพันธ์ เหรัญญิก และผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามวรรคสองพ้นจากตำแหน่งด้วย

มาตรา ๑๘ การเลือกตั้งกรรมการตามมาตรา ๑๕ การแต่งตั้งที่ปรึกษาตามมาตรา ๑๖ การเลือกกรรมการเพื่อดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา ๑๗ และการเลือกหรือการเลือกตั้งกรรมการตามมาตรา ๒๒ ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรม

มาตรา ๑๙ กรรมการตามมาตรา ๑๕ ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
(๒) เป็นผู้ไม่เคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต
(๓) เป็นผู้ไม่เคยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย
ความใน (๑) มิให้นำมาใช้บังคับกับปลัดกระทรวงสาธารณสุข

มาตรา ๒๐ กรรมการตามมาตรา ๑๕ (๓) มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี และอาจได้รับเลือกตั้งใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองคราวติดต่อกันไม่ได้
ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการเลือกตั้งกรรมการขึ้นใหม่


มาตรา ๒๑ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้ง ได้รับเลือกตั้ง หรือได้รับเลือก พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๔
(๒) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๙
(๓) ลาออก


มาตรา ๒๒ เมื่อตำแหน่งกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๕ (๓) ว่างลงไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการดังกล่าวทั้งหมดก่อนครบวาระ ให้คณะกรรมการเลือกสมาชิกผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๒ เป็นกรรมการแทนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งกรรมการนั้นว่างลง
ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการตามวรรคหนึ่งว่างลงรวมกันเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้ง ให้มีการเลือกตั้งกรรมการโดยสมาชิกขึ้นแทนภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่จำนวนกรรมการดังกล่าวได้ว่างลงเกินกึ่งหนึ่ง
ถ้าวาระของกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน คณะกรรมการจะให้มีการเลือกหรือเลือกตั้งกรรมการแทนหรือไม่ก็ได้
ให้ผู้ซึ่งเป็นกรรมการแทนนั้นอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน


มาตรา ๒๓ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) บริหารและดำเนินกิจการสภาเภสัชกรรมตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในมาตรา ๘
(๒) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ คณะอนุกรรมการสอบสวน และคณะอนุกรรมการอื่น เพื่อทำกิจการหรือพิจารณาเรื่องต่าง ๆ อันอยู่ในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของสภาเภสัชกรรม
(๓) กำหนดงบประมาณของสภาเภสัชกรรม
(๔) ออกข้อบังคับสภาเภสัชกรรมว่าด้วย
(ก) การเป็นสมาชิก
(ข) การกำหนดโรคตามมาตรา ๑๒ (๕)
(ค) การกำหนดค่าขึ้นทะเบียนสมาชิก ค่าบำรุง และค่าธรรมเนียมอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ในอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัตินี้
(ง) การเลือกและการเลือกตั้งกรรมการ และการแต่งตั้งที่ปรึกษา
(จ) การประชุมคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะที่ปรึกษา
(ฉ) การกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาตามมาตรา ๑๖
(ช) การกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง
(ซ) คุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามมาตรา ๓๒
(ฌ) หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนและการออกใบอนุญาตแบบและประเภทใบอนุญาต
(ญ) การกำหนดหลักเกณฑ์การพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต
(ฎ) หลักเกณฑ์การออกหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสาขาต่าง ๆ และหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพเภสัชกรรม
(ฏ) จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม
(ฐ) การจัดตั้ง การดำเนินการ และการเลิกสถาบันที่ทำการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่าง ๆ ของวิชาชีพเภสัชกรรม
(ฑ) หลักเกณฑ์ว่าด้วยการสอบความรู้ตามอำนาจหน้าที่ของสภาเภสัชกรรม
(ฒ) หลักเกณฑ์ว่าด้วยการสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
(ณ) ข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
(ด) เรื่องอื่น ๆ อันอยู่ในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของสภาเภสัชกรรมหรืออยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาเภสัชกรรมตามกฎหมายอื่น
ภายใต้บังคับมาตรา ๒๗ ข้อบังคับสภาเภสัชกรรมเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้


มาตรา ๒๔ นายกสภาเภสัชกรรม อุปนายกสภาเภสัชกรรมคนที่หนึ่ง อุปนายกสภาเภสัชกรรมคนที่สอง เลขาธิการ รองเลขาธิการ ประชาสัมพันธ์ เหรัญญิก ที่ปรึกษาและผู้ดำรงตำแหน่งอื่นมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) นายกสภาเภสัชกรรม มีอำนาจหน้าที่
(ก) บริหารและดำเนินกิจการของสภาเภสัชกรรมให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามมติของคณะกรรมการ
(ข) เป็นผู้แทนสภาเภสัชกรรมในกิจการต่าง ๆ
(ค) เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ
นายกสภาเภสัชกรรมอาจมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการอื่นปฏิบัติหน้าที่แทนตามที่เห็นสมควรได้
(๒) อุปนายกสภาเภสัชกรรมคนที่หนึ่ง เป็นผู้ช่วยนายกสภาเภสัชกรรมในกิจการอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกสภาเภสัชกรรมตามที่นายกสภาเภสัชกรรมมอบหมาย และเป็นผู้ทำการแทนนายกสภาเภสัชกรรมเมื่อนายกสภาเภสัชกรรมไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
(๓) อุปนายกสภาเภสัชกรรมคนที่สอง เป็นผู้ช่วยนายกสภาเภสัชกรรมในกิจการอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกสภาเภสัชกรรมตามที่นายกสภาเภสัชกรรมมอบหมายและเป็นผู้ทำการแทนนายกสภาเภสัชกรรมเมื่อทั้งนายกสภาเภสัชกรรมและอุปนายกสภาเภสัชกรรมคนที่หนึ่งไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
(๔) เลขาธิการ มีอำนาจหน้าที่
(ก) ควบคุมบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่สภาเภสัชกรรมทุกระดับ
(ข) ควบคุมรับผิดชอบในงานธุรการทั่วไปของสภาเภสัชกรรม
(ค) รับผิดชอบในการดูแลรักษาทะเบียนสมาชิก ทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม และทะเบียนอื่น ๆ ของสภาเภสัชกรรม
(ง) ควบคุมดูแลทรัพย์สินของสภาเภสัชกรรม
(จ) เป็นเลขานุการคณะกรรมการ
(๕) รองเลขาธิการ เป็นผู้ช่วยเลขาธิการในกิจการอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการตามที่เลขาธิการมอบหมาย และเป็นผู้ทำการแทนเลขาธิการเมื่อเลขาธิการไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
(๖) ประชาสัมพันธ์ มีอำนาจหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์ แนะนำและเผยแพร่กิจการของสภาเภสัชกรรมแก่ประชาชนและองค์กรอื่น
(๗) เหรัญญิก มีอำนาจหน้าที่ควบคุม ดูแล รับผิดชอบการบัญชี การเงิน และการงบประมาณของสภาเภสัชกรรม
(๘) ผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาตามมาตรา ๑๖ ให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการกำหนด
(๙) ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง ให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการกำหนด


หมวด ๔
การดำเนินการของคณะกรรมการ
             


มาตรา ๒๕ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งเสียงในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มติของที่ประชุมในกรณีให้สมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๑๔ (๔) หรือให้พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๔๒ วรรคสาม (๔) หรือ (๕) ให้ถือคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งคณะ
การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
การประชุมคณะที่ปรึกษา ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรม

มาตรา ๒๖ สภานายกพิเศษจะเข้าฟังการประชุมและชี้แจงแสดงความเห็นในที่ประชุมคณะกรรมการ หรือจะส่งความเห็นเป็นหนังสือไปยังสภาเภสัชกรรมในเรื่องใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๒๗ มติของที่ประชุมคณะกรรมการในเรื่องดังต่อไปนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษก่อน จึงจะดำเนินการตามมตินั้นได้
(๑) การออกข้อบังคับ
(๒) การกำหนดงบประมาณของสภาเภสัชกรรม
(๓) การให้สมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๑๔ (๔)
(๔) การวินิจฉัยชี้ขาดให้พักใช้ใบอนุญาตหรือให้เพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๔๒ วรรคสาม (๔) หรือ (๕)
ให้นายกสภาเภสัชกรรมเสนอมติตามวรรคหนึ่งต่อสภานายกพิเศษโดยไม่ชักช้า สภานายกพิเศษอาจมีคำสั่งยับยั้งมตินั้นได้ ในกรณีที่มิได้ยับยั้งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับมติที่นายกสภาเภสัชกรรมเสนอ ให้ถือว่าสภานายกพิเศษให้ความเห็นชอบมตินั้น
ถ้าสภานายกพิเศษยับยั้งมติใด ให้คณะกรรมการประชุมพิจารณาอีกครั้งหนึ่งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการยังยั้ง ในการประชุมนั้น ถ้ามีเสียงยืนยันมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งคณะ ก็ให้ดำเนินการตามมตินั้นได้


หมวด ๕
การควบคุมการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
             


มาตรา ๒๘ ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต เว้นแต่ในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) การประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมที่กระทำต่อตนเอง
(๒) นักเรียน นักศึกษา หรือผู้รับการฝึกอบรมซึ่งทำการฝึกหัดหรือฝึกอบรมในความควบคุมของสถาบันการศึกษาวิชาเภสัชศาสตร์ของรัฐหรือที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้จัดตั้งสถาบันทางการแพทย์ของรัฐ หรือสถาบันการศึกษาหรือสถาบันทางการแพทย์อื่นที่คณะกรรมการรับรอง ทั้งนี้ ภายใต้ความควบคุมของเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกหัดหรือผู้ให้การฝึกอบรมซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
(๓) บุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือสภากาชาดไทย มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(๔) การประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมของที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญของทางราชการหรือผู้สอนในสถาบันการศึกษาของรัฐ ซึ่งมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมของต่างประเทศ ทั้งนี้ โดยอนุมัติของคณะกรรมการ

มาตรา ๒๙ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้คำหรือข้อความด้วยอักษรไทยหรืออักษรต่างประเทศว่า เภสัชกร เภสัชกรหญิง แพทย์ปรุงยา นักปรุงยา หรือใช้อักษรย่อของคำดังกล่าว หรือใช้คำแสดงวุฒิการศึกษาทางเภสัชศาสตร์ หรือใช้อักษรย่อของวุฒิดังกล่าวประกอบกับชื่อหรือชื่อสกุลของตน หรือใช้คำหรือข้อความอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน หรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ซึ่งทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ทั้งนี้ รวมถึงการใช้ จ้าง วาน หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าวให้แก่ตน เว้นแต่ผู้ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรในวิชาเภสัชศาสตร์


มาตรา ๓๐ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้คำหรือข้อความที่แสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสาขาต่าง ๆ ทั้งนี้ รวมถึงการใช้ จ้าง วาน หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าวให้แก่ตน เว้นแต่ผู้ได้รับหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรว่าเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสาขานั้น ๆ จากสภาเภสัชกรรมหรือที่สภาเภสัชกรรมรับรองหรือผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาเภสัชกรรม

มาตรา ๓๑ การขึ้นทะเบียน การออกใบอนุญาต การออกหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสาขาต่าง ๆ และหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพเภสัชกรรม ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรม

มาตรา ๓๒ ผู้ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตต้องเป็นสมาชิกแห่งสภาเภสัชกรรมและมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสภาเภสัชกรรม
เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมผู้ใดขาดจากสมาชิกภาพ ให้ใบอนุญาตของผู้นั้นสิ้นสุดลง
ให้ผู้ซึ่งขาดจากสมาชิกภาพตามวรรคสองส่งคืนใบอนุญาตต่อเลขาธิการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบการขาดจากสมาชิกภาพ

มาตรา ๓๓ ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องรักษาจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรมตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสภาเภสัชกรรม

มาตรา ๓๔ บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายเพราะการประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม มีสิทธิกล่าวหาผู้ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นโดยทำเรื่องยื่นต่อสภาเภสัชกรรม
กรรมการหรือบุคคลอื่นมีสิทธิกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม โดยแจ้งเรื่องต่อสภาเภสัชกรรม
สิทธิการกล่าวหาตามวรรคหนึ่งหรือสิทธิการกล่าวโทษตามวรรคสองสิ้นสุดลงเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ได้รับความเสียหายหรือผู้กล่าวโทษรู้เรื่องการประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรมดังกล่าว และรู้ตัวผู้ประพฤติผิด ทั้งนี้ ไม่เกินสามปีนับแต่วันที่มีการประพฤติผิดจรรยาบรรณนั้น
การถอนเรื่องการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษที่ได้ยื่นหรือแจ้งไว้แล้วนั้นไม่เป็นเหตุให้ระงับการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๓๕ เมื่อสภาเภสัชกรรมได้รับเรื่องการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษตามมาตรา ๓๔ หรือในกรณีที่คณะกรรมการมีมติว่ามีพฤติการณ์อันสมควรให้มีการพิจารณาเกี่ยวกับจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ให้เลขาธิการเสนอเรื่องดังกล่าวต่อประธานอนุกรรมการจรรยาบรรณโดยไม่ชักช้า


มาตรา ๓๖ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๓ (๒) ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณจากสมาชิกประกอบด้วยประธานคนหนึ่ง และอนุกรรมการมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าสามคนมีอำนาจหน้าที่สืบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่ได้รับตามมาตรา ๓๕ แล้วทำรายงานพร้อมทั้งความเห็นเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณเกินกว่าหนึ่งคณะก็ได้


มาตรา ๓๗ เมื่อคณะกรรมการได้รับรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณารายงานและความเห็นดังกล่าวแล้วมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(๑) ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณสืบสวนหาข้อข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา
(๒) ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนในกรณีที่เห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นมีมูล
(๓) ให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษในกรณีที่เห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นไม่มีมูล


มาตรา ๓๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๓ (๒) ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนจากสมาชิกประกอบด้วยประธานคนหนึ่ง และอนุกรรมการมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าสามคนมีอำนาจหน้าที่สอบสวนสรุปผลการสอบสวนและเสนอสำนวนการสอบสวน พร้อมทั้งความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนเกินกว่าหนึ่งคณะก็ได้


มาตรา ๓๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณและ ของคณะอนุกรรมการสอบสวนตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อนุกรรมการจรรยาบรรณและ อนุกรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีอำนาจเรียกบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำและมีหนังสือแจ้งให้บุคคลใด ๆ ส่งเอกสารหรือวัตถุเพื่อประโยชน์แก่การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการดังกล่าว

มาตรา ๔๐ ให้ประธานอนุกรรมการสอบสวนมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษพร้อมทั้งส่งสำเนาเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ ให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มทำการสอบสวน
ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมีสิทธิทำคำชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานใด ๆ มาให้คณะอนุกรรมการสอบสวน
คำชี้แจงหรือพยานหลักฐานให้ยื่นต่อประธานอนุกรรมการสอบสวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานอนุกรรมการสอบสวน หรือภายในกำหนดเวลาที่คณะอนุกรรมการสอบสวนจะขยายให้


มาตรา ๔๑ เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วให้เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นต่อคณะกรรมการโดยไม่ชักช้าเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด


มาตรา ๔๒ เมื่อคณะกรรมการได้รับสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณาสำนวนการสอบสวนและความเห็นดังกล่าวโดยไม่ชักช้า
คณะกรรมการอาจให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมก่อนวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้
คณะกรรมการมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(๑) ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ
(๒) ว่ากล่าวตักเตือน
(๓) ภาคทัณฑ์
(๔) พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกินสองปี
(๕) เพิกถอนใบอนุญาต
ภายใต้บังคับมาตรา ๒๗ คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการตามมาตรานี้ให้ทำเป็นคำสั่งสภาเภสัชกรรมพร้อมด้วยเหตุผลของการวินิจฉัยชี้ขาด และให้ถือเป็นที่สุด


มาตรา ๔๓ ให้เลขาธิการแจ้งคำสั่งสภาเภสัชกรรมตามมาตรา ๔๒ ไปยังผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษเพื่อทราบโดยไม่ชักช้า และให้บันทึกข้อความตามคำสั่งนั้นไว้ในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมด้วย

มาตรา ๔๔ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๘ ห้ามมิให้ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมซึ่งอยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมนับแต่วันที่ทราบคำสั่งสภาเภสัชกรรมที่สั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตนั้น


มาตรา ๔๕ ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมซึ่งอยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนตามมาตรา ๔๔ และถูกลงโทษจำคุกตามมาตรา ๕๐ โดยคำพิพากษาถึงที่สุด ให้คณะกรรมการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตของผู้นั้นนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด


มาตรา ๔๖ ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตอาจขอรับใบอนุญาตอีกได้เมื่อพ้นสองปีนับแต่วันที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต แต่เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาคำขอรับใบอนุญาตและปฏิเสธการออกใบอนุญาต ผู้นั้นจะยื่นคำขอรับใบอนุญาตได้อีกต่อเมื่อสิ้นระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการปฏิเสธการออกใบอนุญาต ถ้าคณะกรรมการปฏิเสธการออกใบอนุญาตเป็นครั้งที่สองแล้ว ผู้นั้นเป็นอันหมดสิทธิขอรับใบอนุญาตอีกต่อไป
ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันสาขาเภสัชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะผู้ใดซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับประสงค์จะยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ให้ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้


หมวด ๖
พนักงานเจ้าหน้าที่
             


มาตรา ๔๗ ในการปฏิบัติหน้าที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม หรือผู้ที่มีเหตุผลสมควรเชื่อว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมในระหว่างเวลาที่ทำการอยู่หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทำการอยู่เพื่อตรวจใบอนุญาต ค้นหรือยึดเอกสารหลักฐานหรือสิ่งของที่อาจใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร


มาตรา ๔๘ ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัว
บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง


มาตรา ๔๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา



หมวด ๗
บทกำหนดโทษ
             


มาตรา ๕๐ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๘ หรือมาตรา ๔๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๕๑ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๙ หรือมาตรา ๓๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


มาตรา ๕๒ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๒ วรรคสาม หรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๔๗ วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท


มาตรา ๕๓ ผู้ใดไม่มาให้ถ้อยคำหรือไม่ส่งเอกสารหรือวัตถุใด ๆ ตามที่เรียกหรือแจ้งให้ส่งตามมาตรา ๓๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


บทเฉพาะกาล
             

มาตรา ๕๔ ผู้ใดได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน สาขาเภสัชกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นสมาชิกสภาเภสัชกรรมตามพระราชบัญญัตินี้


มาตรา ๕๕ ผู้ใดได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน สาขาเภสัชกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะและใบอนุญาตนั้นยังคงใช้ได้ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ถือว่าผู้นั้นได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามพระราชบัญญัตินี้


มาตรา ๕๖ ในระยะเริ่มแรกที่ยังมิได้เลือกตั้งสมาชิกสภาเภสัชกรรมเป็นกรรมการ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นนายสภาเภสัชกรรมและผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๕ (๑) และ (๒) เป็นกรรมการ การแต่งตั้งดังกล่าวจะต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเลือกกรรมการตามมาตรา ๑๕ (๑) หรือ (๒) ทำหน้าที่เลขาธิการ รองเลขาธิการ และเหรัญญิก ตำแหน่งละหนึ่งคน ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง
การเลือกตั้งสมาชิกสภาเภสัชกรรมเป็นกรรมการตามมาตรา ๑๕ (๓) ให้กระทำให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ


มาตรา ๕๗ ในระหว่างที่ยังมิได้ออกกฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำกฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะในส่วนที่เกี่ยวกับวิชาชีพเภสัชกรรมมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๕๘ ให้ถือว่าการกระทำผิดมรรยาทหรือข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะในส่วนที่เกี่ยวกับวิชาชีพเภสัชกรรม ซึ่งได้กระทำก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและยังไม่มีการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ และการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ในกรณีที่มีการดำเนินการกับผู้กระทำผิดมรรยาทหรือข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน สาขาเภสัชกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้และการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้


ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ


ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี


อัตราค่าธรรมเนียมวิชาชีพเภสัชกรรม


             


(๑) ค่าขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็น
ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม                 ฉบับละ ,๐๐๐ บาท


(๒) ค่าหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน
เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม            ฉบับละ ๕๐๐ บาท


(๓) ค่าหนังสืออนุมัติ หรือวุฒิบัตรแสดง
ความรู้ความชำนาญในการประกอบ
วิชาชีพเภสัชกรรม                             ฉบับละ ,๐๐๐ บาท


(๔) ค่าใบแทนใบอนุญาต                         ฉบับละ ๕๐๐ บาท


หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันสาขาเภสัชกรรมอยู่ในความควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะทำหน้าที่ควบคุมการประกอบโรคศิลปะสาขาต่าง ๆ ทั้งแผนปัจจุบัน และแผนโบราณ ในปัจจุบันวิชาการและเทคโนโลยีทางด้านเภสัชศาสตร์ในประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอันมาก ประกอบกับจำนวนผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาเภสัชกรรมมีจำนวนมากขึ้น สมควรแยกการควบคุมการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ออกจากอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ โดยจัดตั้งสภาเภสัชกรรมขึ้นทำหน้าที่ส่งเสริมและควบคุมมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมได้โดยอิสระ เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้



_________________

[] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๑ ตอนที่ ๒๘ ก วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๗ หน้า ๒๒

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คำพิพากษาศาลฎีกา คดีขายยาไวอากร้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8599/2552

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นาย บ. ค. จำเลย

ป.วิ.อ. มาตรา 158(5), 195 วรรคสอง
มาตรา 4

โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.6 ว่า จำเลยขายยาไวอากร้า ซึ่งเป็นยาจำพวกขยายหลอดเลือด ซึ่งมีส่วนผสมซิลเดนาฟิล จัดเป็นยาแผนปัจจุบันประเภทควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดที่โจทก์กล่าวหาให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 พอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาแล้ว แม้ฟ้องโจทก์ในข้อ 2 บรรยายว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดยาจำนวนตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.6 จากจำเลยเป็นของกลาง ก็ไม่เป็นการบรรยายฟ้องที่ขัดกัน เพราะฟ้องข้อดังกล่าวมิใช่องค์ประกอบของความผิดเป็นเพียงบรรยายถึงการจับกุมจำเลยและการยึดยาของกลางเท่านั้น อีกทั้งตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4 บัญญัติว่า ... ขาย หมายความว่า ขายปลีก... และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วยการที่ยึดยาของกลางจากจำเลยได้จำนวนเท่ากับที่จำเลยขาย จึงหาทำให้ฟ้องขัดกันไม่ เพราะไม่ว่าจำเลยจะขายหรือมีไว้เพื่อขายยาของกลาง ก็เป็นความผิดฐานขายยาของกลางตามฟ้อง ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว



________________________________


โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 92, 287 พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 12, 101, 126 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (1) พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้ซึ่งสิ่งของลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้า จำคุก 3 เดือน ฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีไว้ซึ่งสิ่งของลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้า จำคุก 4 เดือน ฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานมีไว้ซึ่งสิ่งของลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้า จำคุก 2 เดือน ฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงลงโทษฐานมีไว้ซึ่งสิ่งของลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้า จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 1 เดือน 15 วัน ให้ยกคำขอส่วนที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่บัญญัติว่า การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี นั้น มีความหมายว่า เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดแล้ว โจทก์จะต้องบรรยายข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดนั้นให้ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าวโดยระบุเวลาและสถานที่กระทำผิด รวมทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรเพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาที่จะต่อสู้คดีตามฟ้องโจทก์ได้ ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.6 ว่า จำเลยได้ขายยาไวอากร้า ซึ่งเป็นยาจำพวกขยายหลอดเลือด ซึ่งยาไวอากร้าทั้งหมดมีส่วนผสมซิลเดนาฟิล จัดเป็นยาแผนปัจจุบันประเภทควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดที่โจทก์กล่าวหาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 พอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้คำฟ้องของโจทก์ในข้อ 2 บรรยายว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดอวัยวะเพศชายเทียม จำนวน 6 อัน และยาจำนวนตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.6 จากจำเลยเป็นของกลางดังเช่นที่จำเลยฎีกา ก็ไม่เป็นการบรรยายฟ้องที่ขัดกันเพราะคำฟ้องข้อดังกล่าวมิใช่องค์ประกอบของความผิดเป็นเพียงบรรยายถึงการจับกุมจำเลยและการยึดยาของกลางเท่านั้น อีกทั้งตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4 ได้บัญญัติว่า.. ขาย หมายความว่า ขายปลีก...และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วยการที่ยึดยาของกลางจากจำเลยได้จำนวนเท่ากับที่จำเลยขายจึงหาทำให้ฟ้องขัดกันไม่เพราะไม่ว่าจำเลยจะขายหรือมีไว้เพื่อขายยาของกลางก็เป็นความผิดฐานขายยาของกลางตามฟ้อง คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมาลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน


( บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย - ธานิศ เกศวพิทักษ์ - สิงห์พล ละอองมณี )


ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นางสาวปิยะธิดา อุปพงษ์
ศาลอุทธรณ์ - นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ทบทวนข่าวเพิกถอนทะเบียนตำรับยา Rosiglitazone ในประเทศไทย

มีข่าวว่าจะเพิกถอนทะเบียนตำรับยาโรซิกลิตาโซน (Rosiglitazone) ซึ่งเป็นยาสำหรับลดระดับน้ำตาลในเลิอด ตั้งแต่ 10 พฤศจิกายน 2553 เหตุใดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพิ่งได้ลงนามในคำสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยา เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา แล้วต้องรอจนกว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งจะถือว่ามีผลโดยสมบูรณ์
 

ขั้นตอนการดำเนินการ

29 ตุลาคม 2553 การประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาและเฝ้าระวังอันตรายจากการใช้ยา ครั้งที่ 4/2553 มีมติเสนอคณะกรรมการยาให้เพิกถอนทะเบียนตำรับยาที่มีส่วนประกอบของโรซิกลิตาโซน เนื่องจากมีข้อมูลความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

10 พฤศจิกายน 2553 ออกข่าวตามสื่ิอสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ว่าจะเพิกถอนทะเบียนตำรับยานี้ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=rpar-observer&month=10-11-2010&group=3&gblog=25

22 ธันวาคม 2553 ประชุมคณะกรรมการยา ครั้งที่ 3/2553 มีมติให้เพิกถอนโรซิกลิตาโซน เนื่องจากอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

4 เมษายน 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามในคำสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยา ดูร่างได้ที่ http://wwwapp1.fda.moph.go.th/drug/zone_law/files/drug_118.pdf

18 พฤษภาคม 2554 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2554/E/055/125.PDF



ช่วงเวลาระหว่างเดือนมกราคม มีนาคม 2554 เกิดอะไรขึ้น จึงไม่มีการดำเนินการใดในช่วงนั้น เมื่อไหร่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะทำให้กฎหมายมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์



การคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องความปลอดภัยด้านยา ทำได้รวดเร็วจริงหรือ??? กับระยะเวลาที่ยาวนานถึง 6 เดือน (และอาจมากกว่านั้น)



คำถามทิ้งท้าย ทำไมจึงไม่มีขั้นตอนการเพิกถอนทะเบียนตำรับยาไซบูทรามีน (sibutramine) โดยรัฐ (ยานี้มีการนำไปใช้ลดความอ้วน) หรือว่าเจ้าของยารายนี้สมัครใจถอนตัวเองออกจากตลาด แต่เจ้าของยา rosiglitazone ไม่สมัครใจใช่หรือไม่???



หมายเหตุ พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 72(6) ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต ขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยา ผู้ฝ่าฝืนต้องได้รับโทษตามมาตรา 120 คือ ผู้ขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินห้าพันบาท (พ.ร.บ.ยาฯ มาตรา 120 ลืมลงโทษผู้ผลิต)

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 12 เมษายน 2554 เรื่อง มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2553 มติ 1 มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน

มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 12 เมษายน 2554
เรื่อง มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2553 มติ 1 มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน

 คณะรัฐมนตรีมีมติ ดังนี้ 

          ๑. เห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๕๓ มติ ๑ มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน ตามมติการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการตามมติต่อไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เห็นควรมีการบริหารจัดการการฟุ้งกระจายของแร่ใยหินในวัสดุต่าง ๆ ที่หมดอายุการใช้งานในชุมชน และส่งเสริมให้มีการวิจัยเพื่อผลิตผลงานผลิตภัณฑ์ทางเลือกทดแทนการใช้แร่ใยหินในประเทศไทย นอกจากนี้ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลผลกระทบกับผู้ประกอบการ เพื่อกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยให้มีผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง (Third party) เข้าร่วมการหารือด้วย รวมทั้งให้กระทรวงการคลังและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปพิจารณาร่วมกันถึงความเหมาะสมในส่วนของการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากแร่ใยหิน ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย

          ๒. เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการความเป็นอันตรายของแร่ใยหินไครโซไทล์ แนวทางที่ ๒ ห้ามนำเข้าแร่ใยหินไครโซไทล์ และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินไครโซไทล์เฉพาะกรณี และห้ามผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินไครโซไทล์ ที่ใช้วัตถุดิบอื่นหรือใช้ผลิตภัณฑ์อื่นทดแทนได้ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย กฎหมายว่าด้วยการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า กฎหมายว่าด้วยโรงงานและกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ตามความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรม

          ๓. ให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับไปจัดทำแผนในการยกเลิกการนำเข้า ผลิต และจำหน่ายแร่ใยหินและผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบทุกชนิด ทั้งนี้ ให้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินการตามแผนด้วย แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

          ๔. ให้กระทรวงการคลังรับไปตรวจสอบว่า สาเหตุที่สินค้าที่ใช้วัตถุดิบอื่นเป็นส่วนประกอบแทนแร่ใยหินมีราคาสูงขึ้นเนื่องมาจากต้นทุนหรือการเพิ่มอัตราภาษี

          ๕. ให้กระทรวงสาธารณสุขรับไปศึกษาผลกระทบของแร่ใยหินที่มีต่อสุขภาพของผู้ใช้แรงงานที่ทำงานสัมผัสแร่ใยหินและผู้บริโภคที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินโดยให้จัดลำดับความสำคัญเพื่อจะได้กำหนดมาตรการในการป้องกันผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

(ข่าว) สปสช.บรรจุยาและตัดรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ (1)

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บรรจุยา 3 รายการในบัญชียาหลักแห่งชาติ คือ


1. Tranexamic acid ชนิดฉีด สำหรับห้ามเลือด ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุและมีภาวะเลือดออกรุนแรง
2. Tretinoin ชนิดแคปซูล 10 มิลลิกรัม ใช้รักษาโรค acute promyelocytic leukemia
3. Bismuth subsalicylate ชนิดเม็ด สำหรับการรักษาแผลทางเดินอาหาร


นอกจากนี้ยังได้ตัดยา 2 รายการออกจากบัญชียาหลักแห่งชาติ คือ
1. Glicazide ชนิดเม็ด 80 มิลลกรัม เนื่องจากมียาอื่นที่มีประสิทธิผล ปลอดภัย คุ้มค่ากว่า เช่น glipizide
2. Ranitidine bismuth citrate ชนิดเม็ด เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตยกเลิกการจำหน่าย และมียาอื่นทดแทนได้


(การถอดยาออกจากบัญชียาหลักแห่งชาติ เป็นคนละประเด็นกับการเพิกถอนทะเบียนตำรับยานะครับ)






ที่มา: ไทยโพสต์ ปีที่ 15 ฉบับที่ 5369 วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม 2554 หน้า 8

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ข้อสังเกตการโฆษณายาชื่อการค้า ดีคอลเจน (Decolgen) หรือทิฟฟี่ (Tiffy)

ปรุฬห์ รุจนธำรงค์
ปรับปรุงล่าสุด 30 มิถุนายน 2557

เดิมก่อนวันที่ 19 กันยายน 2554 สูตรยาชื่อการค้า ดีคอลเจน (Decolgen) หรือทิฟฟี่ (Tiffy) (หรือชื่อการค้าอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน แต่ขอยกตัวอย่าง 2 ชื่อนี้เนื่องจากสามารถพบเห็นโฆษณาได้บ่อย) ที่ถือว่าไม่เป็นยาอันตราย จะมีแค่ยาพาราเซตามอล (paracetamol) กับคลอร์เฟนิรามีน มาลีเอต (chlorpheniramine maleate) เท่านั้น โดยต้องมี paracetamol ต้องอยู่ในขนาด 300 - 500 มิลลิกรัม, chlorpheniramine maleate ขนาด 1 - 2 มิลลิกรัม จึงจะได้รับการยกเว้นเป็นยาอันตราย (ดูรายการยาอันตรายลำดับที่ 32 ง) ต้องไม่มีตัวยา phenylephrine หรือ pseudoephredrine ถ้ามี phenylephrine หรือ pseudoephredrine ผสมด้วยจะถือเป็นยาอันตรายทันที

เมื่อสูตรยามีเพียงยาพาราเซตามอล (paracetamol) กับคลอร์เฟนิรามีน มาลีเอต (chlorpheniramine maleate) ถือว่าไม่ใช่ยาอันตราย ดังนั้น จึงสามารถโฆษณาโดยตรงต่อประชาชนทั่วไปได้ แต่ทั้งนี้ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน แต่ถ้ามีสูตรยา phenylephrine หรือ pseudoephredrine ผสมด้วยจะถือเป็นยาอันตรายไม่สามารถโฆษณาโดยตรงต่อประชาชนได้

ปัญหามีอยู่ว่า ชื่อการค้า ดีคอลเจน (Decolgen) หรือทิฟฟี่ (Tiffy) นั้น มีทั้งที่สูตรไม่เป็นยาอันตราย และเป็นยาอันตราย แม้จะอ้างว่าสูตรที่เป็นยาอันตรายนั้น จะมีชื่อต่อท้าย เช่น พริน  เดย์ หรืออื่น ๆ ก็ตาม แต่ก็มีชื่อหลักที่เหมือนกันคือ ดีคอลเจน (Decolgen) หรือทิฟฟี่ (Tiffy) การโฆษณา “ชื่อยา” และ “สรรพคุณ” โดยใช้สูตรยาที่สามารถโฆษณาโดยตรงต่อประชาชนได้ แต่ชื่อการค้านั้นสามารถสื่อถึงสูตรยาอันตรายซึ่งไม่สามารถโฆษณาโดยตรงต่อประชาชนได้นั้นมีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ถือว่าชิงความได้เปรียบในเรื่องของการโฆษณาหรือไม่ และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการมียาที่ไม่เหมาะสมในร้านขายของชำ หรือร้านขายยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ (ร้านประเภท ขย.2) ก็ได้

ควรจะต้องมีการพิจารณาชื่อการค้าไม่ให้มีส่วนของชื่อที่ซ้ำกันระหว่างสูตรที่ไม่เป็นยาอันตราย และสูตรที่เป็นยาอันตราย เช่น สูตรที่ไม่เป็นยาอันตราย ใช้ชื่อ ดีคอลเจน (Decolgen) หรือทิฟฟี่ (Tiffy) ส่วนสูตรที่เป็นยาอันตราย ห้ามใช้ชื่อ ดีคอลเจน (Decolgen) + ชื่อต่อท้าย (เช่น prin) หรือ หรือทิฟฟี่ (Tiffy) + ชื่อต่อท้าย (เช่น DEY) แต่ให้เปลี่ยนชื่อการค้าใหม่ไปเลย

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่มี ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาอันตราย ฉบับที่ 24 (ราชกิจจานุเบกษา 19 กันยายน 2554) ประกาศออกมาแล้ว กำหนดให้ยาสูตรผสมที่มี phenylephrine ขนาดไม่เกิน 10 มิลลิกรัม ผสมกับ chlorpheniramine ขนาดไม่เกิน 4 มิลลิกรัม หรือ brompheniramine ขนาดไม่เกิน 4 มิลลิกรัม ซึ่งจะมีพาราเซตามอล ขนาดไม่เกิน 325 มิลลิกรัม ผสมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งบรรจุเป็นยาบรรจุเสร็จชนิดเม็ดหรือแคปซูล แผงละ 4 เม็ด หรือ 10 เม็ด ตามเงื่อนไขที่กำหนด มีสถานะไม่เป็นยาอันตราย ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2554 เป็นต้นไป ส่งผลให้ยาที่มีสูตรผสมนี้สามารถโฆษณาโดยตรงต่อประชาชนได้ และสามารถขายในร้านขายยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษได้ (ร้าน ขย.2) (ดูรายละเอียดจากเรื่อง สถานะของยาที่มี phenylephrine เป็นส่วนประกอบ  http://rparun.blogspot.com/2011/10/phenylephrine.html ) แต่ยาสูตรผสมที่มี pseudophedrine เป็นส่วนประกอบ ทั้งชนิดเม็ด แคปซูล และชนิดน้ำ หากมีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบยังคงมีสถานะเป็นยาอันตราย ถ้าไม่มีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบจะเป็นยาควบคุมพิเศษ ไม่สามารถโฆษณาโดยตรงต่อประชาชนได้

แต่สูตร Tiffy DEY และ Decolgen Prin ยังคงเป็นยาอันตราย เนื่องจากมีพาราเซตามอลผสมอยู่ 500 มิลลิกรัม ซึ่งเกินข้อยกเว้นไม่เป็นยาอันตรายที่กำหนดปริมาณพาราเซตามอลเพียง 325 มิลลิกรัม (ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถโฆษณาโดยตรงต่อประชาชนได้)



ต่อมามีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ (เพิ่มเติม) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 3 เมษายน 2555 กำหนดให้ยาสูตรผสมที่มีซูโดอีเฟดรีน (pseudoephedrine) ยกระดับเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 จึงทำให้ทิฟฟี่ ฟู, ดีคอลเจน พลัส กลายเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 ไปด้วย ซึ่งไม่สามารถโฆษณาโดยตรงต่อประชาชนได้เช่นกัน ขณะที่สูตรผสมที่มี phenylephrine ขนาดไม่เกิน 10 มิลลิกรัม ผสมกับ chlorpheniramine ขนาดไม่เกิน 4 มิลลิกรัม หรือ brompheniramine ขนาดไม่เกิน 4 มิลลิกรัม ซึ่งจะมีพาราเซตามอล ขนาดไม่เกิน 325 มิลลิกรัม ผสมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ได้ ยังโฆษณาได้ตามปกติ

สรุป
1. สูตรที่โฆษณาได้โดยตรงต่อประชาชนทั่วไป มีแค่ chlorpheniramine maleate 1-2 mg ผสมกับ paracetamol 300-500 mg ที่ผลิตขึ้นเป็นยาบรรจุเสร็จชนิดเม็ด ยกเว้นเป็นยาอันตราย ลำดับที่ 32ง แต่ต้องบรรจุแผงละ 4 หรือ 10 เม็ด (ดู ยาที่ได้รับการยกเว้นไม่เป็นยาอันตราย รายการที่ 5) แต่ไม่สามารถขายในร้านชำหรือร้านสะดวกซื้อได้ เนื่องจากไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน สามารถขายในร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ประเภท ข.ย.1) และร้านขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ (ประเภท ข.ย.2) ได้
2. สูตรที่ขายในร้านยา คือ ดีคอลเจน พริน, ทิฟฟี่ เดย์ เป็นยาอันตราย จึงไม่สามารถโฆษณาโดยตรงต่อประชาชนทั่วไปได้ (สาเหตุที่เป็นยาอันตราย เพราะมีพาราเซตามอลผสมอยู่ 500 มิลลิกรัม ซึ่งเกินข้อยกเว้นไม่เป็นยาอันตรายที่กำหนดปริมาณพาราเซตามอลเพียง 325 มิลลิกรัม) ขายได้เฉพาะร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ประเภท ข.ย.1) เท่านั้น
3. สูตรผสมที่มี phenylephrine ขนาดไม่เกิน 10 มิลลิกรัม ผสมกับ chlorpheniramine ขนาดไม่เกิน 4 มิลลิกรัม หรือ brompheniramine ขนาดไม่เกิน 4 มิลลิกรัม ซึ่งจะมีพาราเซตามอล ขนาดไม่เกิน 325 มิลลิกรัม ผสมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งสามารถโฆษณาโดยตรงต่อประชาชนทั่วไปได้ แต่จากการค้นหาข้อมูลล่าสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2557 ยังไม่พบสูตรนี้ของทิฟฟี่และดีคอลเจน
4. หากมีสูตรน้ำที่มีตัวยาแอนติฮิสตามีน (antihistamine) หรือ phenylephrine ชนิดน้ำจะเป็นยาอันตรายทันที เนื่องจากไม่มีข้อยกเว้นให้พ้นจากการเป็นยาอันตรายเลย




ส่วนคำเตือนในการใช้ยา ดูได้ที่ https://pharmaphila.wordpress.com/2013/07/20/tiffy-decolgen/ 

_______
ประวัติการแก้ไข
8 ตุลาคม 2554 เวลา 12.35 น.
4 เมษายน 2555 เวลา 7.00 น. 
17 พฤษภาคม 2555 เวลา 23.45 น. 
10 ตุลาคม 2555 เวลา 3.45 น. (เพิ่มรูป) 
30 มิถุนายน 2557 เพิ่มสรุปและแก้ไขชื่อการค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทบทวนข่าวผลิตภัณฑ์ Adoxy (เอโดซี) รอบปี พ.ศ. 2550 – 2553

เอโดซี (Adoxy) ตามข้อมูลที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตาม พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลิตภัณฑ์จากจมูกข้าวสาลีผง (Wheat germ powder) โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง (Isolate soy protein) สารสกัดจากแครอท (Carrot extract) ผงมะละกอ (Papaya powder) สารสกัดจากงาดำ (Black sesame extract) สารสกัดจากผักชี (parsley extract) ผงผักโขม (spinach powder) และสารสกัดจากถั่วขาว (navy bean extract) บรรจุในขวดพลาสติก-พีอี-สีขาว น้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 15-1000 มิลลิลิตร เลขสารบบอาหารที่ 10-1-30547-1-0037 ผู้ผลิต คือ บริษัทสยามไบโอเทคและอุตสาหกรรมเภสัช จำกัด

จุดขายของผลิตภัณฑ์นี้ มีความเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการช่วยย่อยสารอาหาร การเพิ่มออกซิเจนในเลือด ขจัดสารพิษ ให้พลังงานแก่เซลล์ ฟื้นฟูพลังงาน ช่วยระบบขับถ่าย


ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เอโดซี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 – 2553 มีดังนี้

16 มีนาคม 2550
นักมวยชื่อดังสนใจทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชนิดนี้

25 เมษายน 2550
ผลิตภัณฑ์นี้ได้เข้ามาจำหน่ายในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจเป็นขายตรง

16 ตุลาคม 2550
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้แถลงข่าวการเปรียบเทียบปรับบริษัทผู้ฝ่าฝืนเรื่องการโฆษณาตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 40, 41 ประเด็นที่ฝ่าฝืนกฎหมายมีดังนี้

1. การโฆษณาฝ่าฝืนตามมาตรา 40 เป็นการหลอกลวงและโฆษณาเกินจริง
(1) การโฆษณาว่าเป็นน้ำออกซิเจน ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มีการนำน้ำออกซิเจนมาเป็นส่วนผสมเลย
(2) การโฆษณาว่าสามารถรักษาโรคเรื้อรังได้ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ทั้งที่ไม่ได้เป็นยารักษาโรคตามที่กล่าวอ้าง
(3) ในทางการแพทย์ไม่มีการนำออกซิเจนไปให้เซลล์โดยการผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ ไม่มีสารอาหารใดสามารถนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายคนได้ และสารอาหารไม่สามารถนำออกซิเจนกระจายไปยังเซลล์ต่าง ๆ ได้ วิธีเดียวที่ออกซิเจนจะไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้นั้น จะต้องเป็นการหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปโดยกระบวนการหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไป เม็ดเลือดแดงจะจับออกซิเจนไปแลกเปลี่ยนที่ปอดแลวไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

2. การโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 41 เนื่องจากมีการทำสื่อเผยแพร่ และการโฆษณาผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาในขณะนั้น (นพ.ศิริวัฒน์ ทิพยะราดล) ยังกล่าวด้วยว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าสามารถทำให้สุขภาพดีขึ้น สำหรับเลขสารบบอาหารที่ 10-1-30547-1-0037 ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาออกให้นั้น เป็นเพียงการประเมินในเรื่องคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของสารอาหารที่เป็นส่วนผสมว่าปลอดภัย สถานที่ผลิตมีระบบการผลิตที่ดีเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการอนุญาตโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร เนื่องจากเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เบื้องต้นยังไม่พบว่ามีสารอื่นที่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย ข่าวยังแจ้งต่อไปอีกว่าผลิตภัณฑ์นี้ราคาสมาชิก 950 บาท และราคาขายปลีก 1,250 บาท ขนาดบรรจุ 15 มิลลิกรัม

13 มีนาคม 2551
นายไพโรจน์ รื่นวิชา รองประธานบริษัทวินเนอร์ ไวน์เวิร์ล กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เอโดซีเริ่มต้นผลิตที่สหรัฐอเมริกา มีแพทย์หลายคนแนะนำให้รู้จักเพราะใช้แล้วได้ผล ผลิตภัณฑ์นี้อยู่ในตลาดตั้งแต่เมษายน 2549

15 กุมภาพันธ์ 2553
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เอโดซี (Adoxy) ว่ามีการอวดอ้างสรรพคุณโฆษณาเกินจริง มีการโฆษณาแพร่หลายทั้งในรูปแบบแผ่นพับ โฆษณาผ่านทีวีเคเบิล ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยระบุว่าสามารถรักษาได้หลายโรคทั้งเบาหวาน มะเร็ง หัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคอื่น ๆ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ระงับการโฆษณาแล้ว ส่วนการระบุเครื่องหมายรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นการรับรองเฉพาะส่วนประกอบและสถานที่ผลิตเท่านั้น ไม่ได้รับรองสรรพคุณที่มีการอวดอ้าง ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องมีการระบุข้างขวดว่า “ไม่มีผลต่อการรักษา” แต่ไม่ปรากฏว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่พบข้อความดังกล่าวแต่อย่างใด

19 เมษายน 2553
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ทำหนังสือแจ้งมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้แจ้งไปยังวัดและพระสงฆ์ทราบข้อปฏิบัติในการโฆษณาสรรพคุณ คุณประโยชน์ และคุณภาพอาหารและยาตามสื่อต่าง ๆ ว่าการโฆษณาสรรพคุณ คุณประโยชน์ และคุณภาพอาหาร ต้องได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 และห้ามโฆษณามีลักษณะเป็นเท็จ ทำให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร ตามมาตรา 41

6 มิถุนายน 2553
นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่ามีผู้ร้องเรียนมาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมทั้งการตรวจสอบของ อย. เอง พบว่ามีผลิตภัณฑ์ที่ยังคงฝ่าฝืนลักลอบโฆษณาทางเคเบิลทีวีอยู่ ได้แก่
1. ผลิตภัณฑ์ “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” อวดอ้างสรรพคุณฟื้นฟูตับไต ลดอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ แก้ปวดเมื่อย
2. ผลิตภัณฑ์ “ชาขาว White Nature” อวดอ้างสรรพคุณเหมือนอินซูลินตามธรรมชาติ ทำให้ผนังเส้นเลือดไม่ตีบ ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
3. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “Majic Iris”อวดอ้างสรรพคุณฟื้นฟูกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศชาย ขับนิ่ว บำรุงไต ลดภาวะต่อมลูกหมากโต
4. ผลิตภัณฑ์ “Adoxy” อวดอ้างสรรพคุณเหมาะกับผู้มีปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นแผลเบาหวาน แผลติดเชื้อ แผลที่เกิดจากโรคมะเร็ง
5. ยาน้ำสมุนไพร “หลง หลง” อวดอ้างสรรพคุณบรรเทาอาการปวดเมื่อย ปวดประจำเดือน ไมเกรน เกาต์

24 มีนาคม 2554
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โฆษณาประกาศเตือนอย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์สุขภาพอ้างรักษาสารพัดโรคร้าย ระวัง! อันตรายที่แฝงมา โดยมีภาพผลิตภัณฑ์เอโดซี (Adoxy) อยู่ในหน้าประกาศด้วย



สรุปข่าวผลิตภัณฑ์เอโดซี (Adoxy)
1. ผลิตภัณฑ์เอโดซี (Adoxy) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ไม่ใช่การขึ้นทะเบียนเป็นยา จึงไม่มีสิทธิอวดอ้างสรรพคุณในการบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค
2. ยังไม่พบข่าวของผลิตภัณฑ์มีปัญหาในกระบวนการผลิต หรือมีสารที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
3. ผลิตภัณฑ์นี้มีปัญหาเรื่องการโฆษณา เช่น การโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4. การโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อน ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 41 ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท
5. ข้อสังเกตเกี่ยวกับพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 การโฆษณาอันเป็นเท็จ หรือโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่าจะเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ไม่สามารถเพิกถอนใบอนุญาตผลิตหรือนำเข้าอาหารได้ ทำได้แต่พักใช้ใบอนุญาตเท่านั้น แต่ถ้าเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์หรือเป็นอาหารปลอม ต้องมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด ผู้อนุญาต (เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผู้ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามอบหมาย) โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร มีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ ตามมาตรา 46 วรรคสอง


เอกสารอ้างอิง
1. ‘หาดใหญ่’ ระดมเร่งเตรียมงานลุยจัดมหกรรมขายตรง ครั้งที่ 5. สยามธุรกิจ 25-27 เมษายน 2550 หน้า 31, 32
2. FDA bans supplementary product. The Nation. Vol. 32 No. 51675, 17 October 2007 page 2A
3. อย.ฟันอาหารเสริมเอโดซีสรรพคุณเกินจริง. โพสต์ทูเดย์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 1714 วันพุธที่ 17 ตุลาคม 2550 หน้า A6
4. ตีทะเบียนอะลูเวีย ต้านไวรัสเอดส์ ปรับ-คุก ‘เอโดซี’ โฆษณาเกินจริง. คมชัดลึก ปีที่ 7 ฉบับที่ 2188 วันพุธที่ 17 ตุลาคม 2550 หน้า 1, 14
5. เปิดใจรองเลขาฯ อย. กรณีสินค้าขายตรง น้ำออกซิเจนที่ระบาดเต็มท้องตลาด. สยามธุรกิจ ปีที่ 13 ฉบับที่ 844 วันเสาร์ที่ 10 – 13 พฤศจิกายน 2550 หน้า 38
6. วอนรัฐบาลเหลียวมองธุรกิจขายตรง. สยามรัฐ ปีที่ 58 ฉบับที่ 20044 วันที่ 13 มีนาคม 2551 หน้า 17
7. ส่งเหยื่อป้าเช็ง เข้า รพ.ควักตา หยอดจนตาบอด ฤทธิ์ยาหยอดตาเจียระไนเพชรทำหนุ่มตาบอด อย.เงื้อฟันอาหารเสริม ‘เอโดซี’ แหกตา. ไทยโพสต์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 4856 วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 1, 2
8. เตือนพระเป็นพรีเซนเตอร์ระวังผิดกฎหมาย. ไทยรัฐ ปีที่ 61 ฉบับที่ 19081 วันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2553 หน้า 15
9. อย.สั่งระงับโฆษณา 5 ผลิตภัณฑ์สุขภาพ. ไทยรัฐ ปีที่ 61 ฉบับที่ 19130 วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน 2553 หน้า 1, 19
10. เรื่องเด่นสุขภาพดีกับ อย. อย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์สุขภาพอ้างรักษาสารพัดโรคร้าย ระวัง! อันตรายที่แฝงมา. ข่าวสด ปีที่ 20 ฉบับที่ 7420 วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2554 หน้า 7

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เภสัชกรประจำร้านขายยาแผนปัจจุบัน ประเภท ขย.1

ปรุฬห์ รุจนธำรงค์

เขียนเมื่อ 1 พฤษภาคม 2554



ผู้เกี่ยวข้องเมื่อเริ่มเปิดขออนุญาตเปิดร้านขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา

     ในที่นี้จะขอพูดถึงแต่ร้านยาแผนปัจจุบันที่เป็นประเภท ขย. 1 เท่านั้น (ร้านยาที่สามารถขายยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษได้) เมื่อต้องการขออนุญาตเปิดร้านยา ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือ

     1. ผู้อนุญาต คือ ผู้ที่มีอำนาจอนุญาตให้เปิดร้านยาได้ ซึ่งหมายถึงเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (หรือผู้ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามอบหมาย ในที่นี้จะขอเรียกว่า อย.) กรณีร้านยาที่จะขออนุญาตเปิดอยู่ในกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัดกรณีร้านยาที่จะขออนุญาตเปิดอยู่ต่างจังหวัด

     2. ผู้รับอนุญาต คือ ผู้ที่จะขอเปิดร้านยา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเจ้าของร้านยา (เจ้าของทุน) คนนี้จะเป็นเภสัชกรหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าไม่ใช่เภสัชกรก็ต้องหาผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในร้านยาให้ได้

     3. ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ เนื่องจากในที่นี้พูดถึงแต่ร้านขายยาแผนปัจจุบันประเภท ขย. 1 จึงหมายถึง เภสัชกรเท่านั้น ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการหมายถึงเภสัชกรที่จะมาประจำร้านยาที่จะขออนุญาต หากเป็นเภสัชกรเป็นผู้รับอนุญาตหรือขอเปิดร้านเอง ก็สามารถใส่ชื่อตนเองเป็นเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการเองได้ หรือจะหาเภสัชกรคนอื่นมาเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการได้ หรือจะใส่ชื่อทั้งตัวเอง หรือคนอื่นมาเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการได้ ถ้าผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยาหรือเจ้าของทุน) ไม่ใช่เภสัชกร ก็จะต้องหาเภสัชกรมาประจำร้านให้ได้ ร้านยาที่จะเปิดแห่งหนึ่งสามารถมีรายชื่อเภสัชกรมาประจำกี่คนก็ได้ กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่เมื่อเปิดร้านทุกช่วงเวลาจะต้องมีเภสัชกรมาประจำอยู่ แต่ต้องไม่ลืมว่าหากมีเภสัชกรประจำร้านยิ่งมาก นั่นหมายความว่าร้านนั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนใหญ่จึงพบเห็นร้านยาส่วนใหญ่มีชื่อเภสัชกรเพียงคนเดียว


เวลาเปิดทำการ คืออะไร

     “เวลาที่เปิดทำการ” แม้ว่าพระราชบัญญัติยาจะไม่ได้นิยามคำนี้ไว้ แต่เป็นที่เข้าใจว่าคือเวลาที่สถานที่ขายยา (ร้านขายยา) ให้บริการแก่ประชาชน (เหมือนกับคำว่าเวลาสถานที่ที่ราชการเปิดทำการ ก็คือเวลาที่สถานที่ราชการให้บริการแก่ประชาชน)


ร้านยาต้องมีผู้ที่จะปฏิบัติการประจำอยู่ ณ สถานที่ขายยาแผนปัจจุบันตลอดเวลาที่เปิดทำการ หมายความว่าอย่างไร

     กรณีร้านขายยาแผนปัจจุบัน พ.ร.บ.ยาฯ กำหนดให้ต้องมีผู้ที่จะปฏิบัติการประจำอยู่ ณ สถานที่ขายยาแผนปัจจุบันตลอดเวลาที่เปิดทำการ นั่นหมายความว่า ถ้าร้านยาเปิดเวลาใด เมื่อเข้าไปในร้านจะต้องพบเภสัชกรอยู่ตลอด จะไม่มีเภสัชกรอยู่ประจำร้านแค่ 3 ชั่วโมง จากเวลาเปิดร้านทั้งหมด เพราะกฎหมายยกเลิกทุกกรณีที่อนุโลมไว้โดยสมบูรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2529 แล้ว

     สมมติว่า ร้านยาแห่งหนึ่งต้องการเปิดร้านขายยาเป็นเวลา 18 ชั่วโมงต่อวัน โดยเปิดช่วง 6.00 – 24.00 น.



     หากร้านยานี้ต้องการทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ก็ควรจะต้องหาเภสัชกรมาประจำร้านให้ได้ 18 ชั่วโมงต่อวันทุกวัน ในความเป็นจริงเภสัชกรที่ไม่ใช่ตัวเจ้าของร้านยาเอง หรือไม่ใช่ญาติเจ้าของร้านยา ไม่สามารถอยู่ได้ถึงติดต่อกันถึง 18 ชั่วโมงต่อวัน และขัดกับกฎหมายแรงงานในปัจจุบัน แต่บางครั้งก็พบว่าผู้อนุญาต (อย. หรือผู้ว่าราชการจังหวัด) กลับไม่เฉลียวใจว่าเภสัชกรจะอยู่ปฏิบัติการได้จริงหรือไม่ ซึ่งทำให้เปิดปัญหาแขวนป้าย (มีชื่อเภสัชกรอยู่ประจำร้านแต่ไม่พบตัวเภสัชกรชื่อนั้น) อยู่บ่อยครั้ง เราทราบแล้วว่า ร้านยาแห่งหนึ่งจะมีเภสัชกรกี่คนก็ได้ เช่น กำหนดให้มีเภสัชกร 2 คน คนหนึ่งอาจปฏิบัติหน้าที่ช่วง 6.00 – 15.00 น. ส่วนอีกคนปฏิบัติหน้าที่ช่วง 15.00 – 21.00 น. ซึ่งไม่ขัดกับกฎหมายแรงงานด้วย

     หากร้านยานี้เริ่มทำสิ่งที่ไม่ถูกกฎหมายในเรื่องช่วงเวลาเปิดร้าน เช่น ขอเปิดร้านในช่วง 12.00 – 24.00 น. แต่ขายยาจริง ตั้งแต่ 6.00 – 24.00 น. ช่วงเวลา 6.00 – 12.00 น. คือการเปิดร้านโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดของผู้รับอนุญาตเท่านั้น พนักงานเจ้าหน้าที่อาจมองว่าเป็นการขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต (ไม่ได้รับอนุญาตในช่วง 6.00 – 12.00 น.) ต้องระวางโทษตามมาตรา 101 คือ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือถ้าเบาหน่อยอาจตีความว่าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในกฎกระทรวงว่าด้วยการขายยา ซึ่งรับเพียงโทษปรับเท่านั้น

     ถ้าช่วงเวลาที่ขออนุญาตเปิดร้าน ระหว่าง 12.00 – 24.00 น. ต้องหาเภสัชกรมาประจำให้ได้ตลอดช่วงเวลา 12 ชั่วโมงนี้ สมมติว่าเภสัชกรคนหนึ่งตกลงกับผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) ว่าสามารถมาปฏิบัติงานได้ในช่วงเวลา 18.00 – 21.00 น. ผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) จะต้องหาเภสัชกรมาประจำร้านในช่วง 12.00 – 18.00 น. และช่วงเวลา 21.00 – 24.00 น. ให้ได้ ถ้า 2 ช่วงเวลานี้ ไม่มีเภสัชกรประจำ เป็นความผิดของผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) ที่ไม่สามารถหาเภสัชกรที่จะมาประจำร้านยาได้ ซึ่งจะมีผลต่อการขายยาด้วย ตามกฎหมายโดยเคร่งครัดแล้ว ช่วงที่ไม่มีเภสัชกรอยู่จะสามารถขายได้เพียง “ยาสามัญประจำบ้าน” และ “ยาสมุนไพร” (“ยาสมุนไพร” ไม่ใช่ “ยาแผนโบราณ”) แต่คงจะทำได้ยาก เพราะเพียงแค่มีคนมาขอซื้อลูกอมฆ่าเชื้อก็มีความผิดฐานขายยาอันตรายในระหว่างเภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ (พ.ร.บ.ยาฯ มาตรา 32) ทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ของรัฐก็อนุโลมและผ่อนผัน เคร่งครัดเฉพาะยาฆ่าเชื้อนับเม็ด ยาฆ่าเชื้อแบบแผง หรือยาสำหรับโรคเรื้อรัง นอกจากนี้การปล่อยให้มีช่วงเวลาที่ไม่มีเภสัชกรอยู่ประจำร้านควรให้เป็นความผิดของผู้อนุญาต (อย.หรือผู้ว่าราชการจังหวัด) ที่ไม่ตรวจสอบ

     ถ้าช่วงเวลาที่ขออนุญาตเปิดร้าน ระหว่าง 12.00 – 24.00 น. มีเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการซึ่งตกลงกับผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) แล้วไปแจ้งต่อผู้อนุญาตว่า เภสัชกรสามารถอยู่ปฏิบัติการช่วง 18.00 – 21.00 น. ได้ หากมีพนักงานเจ้าหน้าที่ไปตรวจในช่วงเวลา 18.00 – 21.00 น. แล้วไม่พบเภสัชกรอยู่ เภสัชกรมีความผิดฐานไม่อยู่ปฏิบัติการ ตาม พ.ร.บ.ยาฯ มาตรา 39 (หรือที่ในวงการเภสัชกรรมเรียกว่า “แขวนป้าย”) ต้องระวางโทษตามมาตรา 109 คือ ระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท และพนักงานเจ้าหน้าที่จะส่งเรื่องไปยังสภาเภสัชกรรมเพื่อพิจารณาคดีจรรยาบรรณวิชาชีพเภสัชกรรมต่อไป ส่วนผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้าน) มีความผิดที่ไม่สามารถหาเภสัชกรที่จะมาประจำร้านยาในช่วงที่เภสัชกรไม่อยู่ได้ และห้ามผู้รับอนุญาตขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษในระหว่างที่เภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 32 หากมีการขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษในระหว่างที่เภสัชกรไม่อยู่ต้องระวางโทษตามมาตรา 107 คือ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท

     ถ้าช่วงเวลา 18.00 – 21.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาปฏิบัติหน้าที่ของเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติงาน เกิดเหตุจำเป็นที่ทำให้เภสัชกรไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เภสัชกรได้มีเจตนาหลีกเลี่ยง หรือเภสัชกรได้แจ้งผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) ว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลานั้น แม้พนักงานเจ้าหน้าที่มาตรวจร้านยานั้นแล้วไม่พบเภสัชกรดังกล่าว เภสัชกรคนนั้นก็ไม่ควรต้องรับผิดฐานไม่อยู่ปฏิบัติการ ตาม พ.ร.บ.ยาฯ มาตรา 39 และไม่ควรจะต้องคดีจรรยาบรรณวิชาชีพเภสัชกรรม อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตที่พึงฝากให้ระลึกถึงว่า กรณีความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) กับเภสัชกร เป็นแบบสัญญาจ้างแรงงาน เภสัชกรอาจรับผิดแทนเจ้าของผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) โดยอ้างว่าไม่ได้แจ้งไว้ทั้งที่อาจแจ้งไปแล้วก็ได้


เภสัชกรไม่อยู่ร้านในช่วงเวลาที่ระบุควรทำอย่างไร

     หากเภสัชกรผู้มีชื่อเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในช่วงเวลาที่แจ้งไว้ สามารถแก้ปัญหาได้ดังนี้

     1. ปิดร้านขายยาชั่วคราว จนกว่าจะมีเภสัชกรมาทำหน้าที่

     2. หากต้องการเปิดร้าน (ซึ่งตามหลักการแล้ว ควรหลีกเลี่ยง) ควรมีป้ายแสดงให้เห็นในทำนองว่าขณะนี้เภสัชกรไม่อยู่ ปิดบังพื้นที่ขายยาและห้ามขายยาที่ต้องดำเนินการโดยเภสัชกร เช่น การขายยาอันตราย หรือการขายยาควบคุมพิเศษ หรือยาเสพติดให้โทษ (กรณีร้านยามีใบอนุญาต) หรือขายวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (กรณีร้านยามีใบอนุญาต) ต้องเก็บหรือปิดตู้หรือล็อคให้เรียบร้อย

     3. สามารถขายได้เฉพาะยาสามัญประจำบ้าน และยาสมุนไพร ส่วนการขายยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษในร้านขายยาแผนปัจจุบันในขณะเภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ เป็นช่องว่างของกฎหมายที่ไม่ได้กำหนดไว้และไม่มีบทลงโทษ ผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้าน) จึงยังคงขายได้

     4. จัดหาเภสัชกรอื่นมาประจำร้านแทนในช่วงเวลาปฏิบัติการของเภสัชกรที่มีชื่อเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ (เภสัชกรห้วงเวลา, part time) กรณีเภสัชกรในร้านยาไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในร้านยาชั่วคราวไม่เกิน 60 วัน ผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) จะต้องจัดหาเภสัชกรที่มีคุณสมบัติเดียวกัน และแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้อนุญาต (อย. หรือผู้ว่าราชการจังหวัด) ก่อน เภสัชกรอื่นจึงจะปฏิบัติหน้าที่แทนได้ (มาตรา 33 ทวิ) ผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) การฝ่าฝืนโดยการไม่จัดหาเภสัชกรมาปฏิบัติหน้าที่ ต้องระวางโทษตามมาตรา 107 ทวิ คือ ปรับไม่เกิน 500 บาท แต่มีข้อสังเกตว่าหากผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) ไม่ได้แจ้งชื่อไปยังผู้อนุญาต เภสัชกรอื่นมาประจำร้านแทนอาจถือเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในสถานที่ขายยาโดยตนมิได้มีชื่อเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในสถานที่นั้น ตามมาตรา 45 ซึ่งจะทำให้ต้องระวางโทษตามมาตรา 110 คือ ปรับตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท ซึ่งไม่เป็นธรรมกับเภสัชกรที่มาปฏิบัติหน้าที่แทน อย่างไรก็ตาม หากมีการฝ่าฝืนขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษในระหว่างที่เภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 32 ต้องระวางโทษตามมาตรา 107 คือ ผู้อนุญาต (เจ้าของร้านยา ถูกปรับตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท


ผู้รับอนุญาตใช้ชื่อเภสัชกรคนหนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ แต่ในทางปฏิบัติมีเภสัชกรคนอื่นทำหน้าที่ปฏิบัติงานจริง

     บางกรณีผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) เมื่อครั้งขออนุญาตเปิดร้านขายยา ใช้ชื่อเภสัชกรคนหนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ แต่ในความเป็นจริงมีเภสัชกรอีกคนทำหน้าที่เภสัชกรประจำร้านยานั้นแทน กรณีนี้สามารถแยกได้ดังนี้

     1. เภสัชกรซึ่งมีชื่อเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในร้านยานั้น ปกติได้ปฏิบัติหน้าที่ในร้านยานั้นด้วย แต่มีเหตุไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน กรณีจะเข้ามาตรา 33 ทวิ ผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) จะต้องหาเภสัชกรอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 107 ทวิ คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

     2. เภสัชกรซึ่งมีชื่อเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในร้านยานั้น เคยปฏิบัติงานในร้านยานั้น แต่ต่อมาเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เช่น มีการยกเลิกสัญญาจ้างเภสัชกร ปกติเภสัชกรต้องแจ้งไปยังผู้อนุญาต (อย. หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด) ภายใน 7 วันนับแต่วันที่พ้นหน้าที่ ตามมาตรา 34 หากเภสัชกรฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 108 คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท ผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อนุญาตทราบว่าไม่มีเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการภายใน 7 วัน ตามมาตรา 33 วรรคสอง หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 106 คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

     เภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการประจำสถานที่ขายยา ถือเป็นสิ่งที่ผู้ขออนุญาตเปิดร้านยาจะต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 14(9) ถ้าไม่มีเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ ผู้อนุญาตโดยคำแนะนำของคณะกรรมการยามีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 96 ได้ ส่งผลให้ร้านยานั้นถูกปิดได้ หากร้านยานั้นไม่สามารถหาเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการได้ทันในทางปฏิบัติอาจจะมีการร้องขอเภสัชกรนั้น ขอใช้ชื่อเภสัชกรนั้นเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการไปก่อน และจะหาเภสัชกรอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทนจนกว่าจะได้เภสัชกรที่มาปฏิบัติหน้าที่ประจำร้านนั้น หากผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้านยา) นั้นมีความซื่อสัตย์ก็จะจัดหาเภสัชกรอื่นมาปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน และแจ้งต่อผู้อนุญาตว่ามีเภสัชกรอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน ตามมาตรา 33 ทวิ กรณีนี้ก็อาจมองว่าเป็นแขวนป้ายหรือไม่ เพราะมีชื่อเภสัชกรอยู่ประจำร้านแต่ไม่พบตัวเภสัชกรชื่อนั้นแต่กลับพบเภสัชกรอื่นแทน หากร้านยาสามารถหาเภสัชกรมาแทนที่เภสัชกรคนเดิมได้ จะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อนุญาตทราบ ตามมาตรา 33 วรรคแรก เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะสามารถเปลี่ยนตัวได้

     3. เภสัชกรซึ่งมีชื่อเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในร้านยานั้น แต่ไม่เคยปฏิบัติงานในร้านยานั้นเลย กรณีเภสัชกรมีความผิดฐานไม่อยู่ปฏิบัติการ ตาม พ.ร.บ.ยาฯ มาตรา 39 (หรือที่ในวงการเภสัชกรรมเรียกว่า “แขวนป้าย”) ต้องระวางโทษตามมาตรา 109 คือ ระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท และพนักงานเจ้าหน้าที่จะส่งเรื่องไปยังสภาเภสัชกรรมเพื่อพิจารณาคดีจรรยาบรรณวิชาชีพต่อไป

     เภสัชกรผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนยังต้องมีหน้าที่เช่นเดียวกันกับเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการประจำร้าน ในช่วงเวลาที่ตนมาทำหน้าที่แทน ในขณะเดียวกันตราบใดที่เภสัชกรยังมีชื่อของตนเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการประจำร้านใด ก็ยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบตามมาตรา 39 ต่อร้านนั้น แม้ว่าร้านนั้นจะหาเภสัชกรอื่นมาอยู่แทนก็ตาม


หน้าที่ของเภสัชกรประจำร้านขายยาแผนปัจจุบัน

1. อยู่ประจำ ณ สถานที่ขายยาแผนปัจจุบันตลอดเวลาที่เปิดทำการ (ช่วงเวลาที่ตนมีชื่อเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ)

2. ควบคุมการแยกเก็บยาสำหรับสัตว์เป็นส่วนสัดจากยาอื่น การแยกเก็บยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ และยาอื่น ๆ ให้เป็นส่วนสัด

3. ควบคุมการปฏิบัติเกี่ยวกับฉลากยา จัดให้ฉลากตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาที่ภาชนะและหีบห่อบรรจุยาตามที่กำหนด ครบถ้วน คือ
     (ก) ชื่อยา
     (ข) เลขที่หรือรหัสใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยา
     (ค) ปริมาณของยาที่บรรจุ
     (ง) ชื่อและปริมาณหรือความแรงของสารออกฤทธิ์อันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของยาซึ่งจะต้องตรงตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับยา
     (จ) เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตหรือวิเคราะห์ยา
     (ฉ) ชื่อผู้ผลิตยาและจังหวัดที่ตั้งสถานที่ผลิตยา
     (ช) วัน เดือน ปี ที่ผลิตยา
     (ซ) คำว่า “ยาอันตราย” “ยาควบคุมพิเศษ” “ยาใช้ภายนอก” หรือ “ยาใช้เฉพาะที่” แล้วแต่กรณี ด้วยอักษรสีแดงเห็นได้ชัดในกรณีเป็นยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ยาใช้ภายนอก หรือยาใช้เฉพาะที่
     (ฌ) คำว่า “ยาสามัญประจำบ้าน” ในกรณีที่เป็นยาสามัญประจำบ้าน
     (ญ) คำว่า “ยาสำหรับสัตว์” ในกรณีที่เป็นยาสำหรับสัตว์
     (ฎ) คำว่า “ยาสิ้นอายุ” และแสดงวัน เดือน ปี ที่ยาสิ้นอายุ ในกรณีเป็นยาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศยาที่ต้องแจ้งกำหนดสิ้นอายุไว้ในฉลาก หรืออายุของการใช้งานของยาบางชนิด

4. ควบคุมการขายยาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ เช่น ห้ามขายยาปลอม ยาผิดมาตรฐาน ยาเสื่อมคุณภาพ ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ยาที่ทะเบียนตำรับยาถูกยกเลิก ยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียนตำรับยา การควบคุมดูแลเรื่องการโฆษณาขายยา

5. ปรุงยาในที่ที่ผู้รับอนุญาตขายยาได้จัดไว้เป็นส่วนสัดสำหรับปรุงยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน หรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์และสำหรับเก็บยาที่ใช้ในการนั้นด้วย

6. จัดให้มีฉลากที่ภาชนะและหีบห่อบรรจุยาที่ปรุงตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน หรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

7. ควบคุมการส่งมอบยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ หรือยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน หรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์

8. ควบคุมการทำบัญชียาที่ซื้อและขายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

9. การอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เช่น การขายยาควบคุมพิเศษจะต้องมีใบสั่งแพทย์


__________
เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง
เวลาเปิดทำการตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม