วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

งานวิจัยโอเมกา-3 (omega-3) กับผลของกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น



จุดประสงค์การลดไขมันในเลือดทั้งไตรกลีเซอร์ไรด์ ไมขันชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) และเพิ่มไขมันชนิดที่ดี ก็เพื่อลดอัตราการตายหรือลดความพิการที่เกิดจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่กินเข้าไป แม้ว่าจะทำไตรกลีเซอร์ไลด์ ไขมันชนิดไม่ดีลดลงหรือทำให้ไขมันชนิดที่ดีเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตหรือลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ การกินยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้เข้าไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรนัก

เมื่อผลการเก็บข้อมูลของผู้ป่วยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA วันที่ 12 กันยายน 2555 บอกว่าการกินโอเมกา-3 (ซึ่งปกติพบในน้ำมันปลา) ไม่ได้มีส่วนช่วยให้ลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิต ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ก็หมายความว่า การกินโอเมกา-3 (ซึ่งปกติพบในน้ำมันปลา) แม้ว่าอาจจะทำให้ไตรกลีเซอร์ไลด์ ไขมันชนิดไม่ดีลดลงหรือทำให้ไขมันชนิดที่ดีเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น หรือโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนลดลง

Association Between Omega-3 Fatty Acid Supplementation and Risk of Major Cardiovascular Disease Events A Systematic Review and Meta-analysis. JAMA. 2012;308(10):1024-1033
http://jama.jamanetwork.com/article.aspx?articleid=1357266



ข้อมูลวิจัยนี้มีผลต่อทะเบียนผลิตภัณฑ์และการโฆษณาอย่างไร

หากผลิตภัณฑ์ที่มีโอเมกา-3 ขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว จะไม่สามารถแสดงสรรพคุณว่าป้องกันหรือรักษาโรคได้

แต่ถ้าหากผลิตภัณฑ์ที่มีโอเมกา-3 ขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ยา แล้วแสดงว่าลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ที่เป็นไขมันในเลือดสูง หรือลดการเกิดโรคแทรกซ้อนของผู้ที่เป็นไขมันในเลือดสูง อาจถือว่าไม่มีสรรพคุณตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งคณะกรรมการยา อาจแนะนำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพิกถอนทะเบียนตำรับยาได้ ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 86 หรืออาจจะสั่งแก้ไขทะเบียนตำรับยาโดยตัดข้อความนั้นออกไปได้ตามมาตรา 86 ทวิ มีข้อสังเกตว่าปริมาณโอเมกา-3 ที่ผู้ป่วยกินในงานวิจัย อาจต่ำกว่าที่ระบุให้กินในเอกสารกำกับยา (4 กรัมต่อวัน) ดังนั้นคณะกรรมการยาจึงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมมาสนับสนุนหากต้องการเพิกถอนหรือแก้ไขทะเบียนตำรับยา และบริษัทยาต้องหาข้อมูลมาสนับสนุนเพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อป้องกันการถูกเพิกถอนทะเบียนตำรับยาหรือแก้ไขทะเบียนตำรับยา

แต่ถ้าในผลิตภัณฑ์นั้นระบุเพียงว่าเพื่อเสริมกรดไขมันโอเมกา-3 หรือเพื่อใช้เป็นอาหารที่เข้าเส้นเลือด หรือระบุเพียงว่าลดไขมันในเลือด (แต่ไม่ได้บอกว่าลดอัตราการตายหรือลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน) ก็ไม่อยู่ในเงื่อนไขการเพิกถอนทะเบียนตำรับยาได้ (เพราะไม่เข้ากับข้อสรุปของงานวิจัยนี้)

__________
ติดตามความคืบหน้าได้ที่
1. รู้ทันผลิตภัณฑ์สุขภาพ https://www.facebook.com/healthproductad 
2. กฎหมายผลิตภัณฑ์สุขภาพและกฎหมายด้านสุขภาพ https://www.facebook.com/healthlawdatabase


วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก อาหารเสริมสำหรับทารก และเด็กเล็ก นมและผลิตภัณฑ์นม


ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 (ราชกิจจานุเบกษา 7 กันยายน 2555) ได้แก้ไข หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหารสำหรับทารก หรืออาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก, นมโคชนิดผง นมปรุงแต่งชนิดผง และผลิตภัณฑ์ของนมชนิดผง ที่ฉลากระบุกลุ่มอายุ ผู้บริโภคตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป, นมและผลิตภัณฑ์นม นอกเหนือจากนมโคชนิดผง นมปรุงแต่งชนิดผง และผลิตภัณฑ์ ของนมชนิดผง ที่ฉลากระบุกลุ่มอายุผู้บริโภคตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยกำหนดเงื่อนไขการโฆษณาดังต่อไปนี้

1. อาหารสำหรับทารก หรืออาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก

1.1 การโฆษณาอาหารสำหรับทารก หรืออาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ได้แก่ นมดัดแปลงสำหรับทารก อาหารทารก นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก อาหารทารก สูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก อาหารเสริมสำ หรับทารกและเด็กเล็กและอาหารอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับทารกและเด็กเล็กให้โฆษณาได้เฉพาะการให้ข้อมูลทางวิชาการในวารสารทางการแพทย์ หรือการให้ข้อมูลทางวิชาการแก่แพทย์ พยาบาลผดุงครรภ์ นักโภชนาการ

1.2 การให้ข้อมูลต้องไม่แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ใดก็ตามดีกว่า เท่าเทียมหรือคล้ายนมแม่ไม่ชักจูงให้เลี้ยงลูกด้วยอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก หรือโน้มน้าวไม่ให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และไม่ใช้รูปภาพหรือกราฟิกของทารกและเด็กเล็กประกอบการโฆษณา รวมถึงการทำการตลาดด้วยกลวิธีต่าง ๆ เช่น การสาธิตในลักษณะการชงให้ชิม

1.3 มีข้อความ นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการ
ครบถ้วนทั้งในส่วนของภาพและเสียง แล้วแต่กรณี

1.4 ระบุกลุ่มเป้าหมายตามข้อ 1.1  แล้วแต่กรณี



2. นมโคชนิดผง นมปรุงแต่งชนิดผง และผลิตภัณฑ์ของนมชนิดผง ที่ฉลากระบุกลุ่มอายุ ผู้บริโภคตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

2.1 ต้องมีข้อความ นมแม่ดีที่สุดสำหรับทารกด้วยตัวอักษร และสีของตัวอักษรที่เห็นได้ชัดเจน และปรากฏอยู่เป็นระยะเวลานานพอที่จะรับรู้และเข้าใจความหมายได้ทั้งในส่วนของภาพ และเสียง แล้วแต่กรณี
2.2 ผู้แสดงแบบต้องมีอายุเกิน 3 ปี และการพูดให้ออกเสียงอย่างชัดเจน


3. นมและผลิตภัณฑ์นม นอกเหนือจากนมโคชนิดผง นมปรุงแต่งชนิดผง และผลิตภัณฑ์ของนมชนิดผง ที่ฉลากระบุกลุ่มอายุผู้บริโภคตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

3.1 ต้องไม่สื่อให้เข้าใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม เนื่องจากใช้สำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัยและเด็กอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป

3.2 ผู้แสดงแบบต้องมีอายุเกิน 3 ปี และการพูดต้องให้ออกเสียงอย่างชัดเจน

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 (ราชกิจจานุเบกษา 7 กันยายน 2555) http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2555/E/138/81.PDF

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

บุคคลที่ไม่ต้องเสียค่าบริการ 30 บาทตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ปรุฬห์ รุจนธำรงค์
 
บุคคลที่ไม่ต้องจ่ายค่าบริการตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

(1) ผู้มีรายได้น้อย ตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2537
(2) ผู้นำชุมชน ได้แก่ กำนัน สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบล และบุคคลในครอบครัว
(3) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร และบุคคลในครอบครัว
(4) ผู้ที่มีอายุเกินกว่า 60 ปีบริบูรณ์
(5) เด็กอายุไม่เกิน 12 ปีบริบูรณ์
(6) คนพิการตามกฎหมายว่าด้วยส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ทั้งนี้จะมีบัตรประจาตัวคนพิการหรือไม่ก็ตาม
(7) พระภิกษุ สามเณร ในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีหนังสือสุทธิรับรอง แม่ชี นักบวช นักพรต และผู้นำศาสนาอิสลามที่มีหนังสือรับรอง ซึ่งหมายถึงกรรมการอิสลามประจำมัสยิด กรรมการอิสลามประจำจังหวัด กรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่นและบุคคลในครอบครัวของผู้นำศาสนาอิสลาม
(8) ทหารผ่านศึกทุกระดับชั้น (ชั้น 1 -4) ที่มีบัตรทหารผ่านศึก และบุคคลในครอบครัว รวมถึงผู้ได้รับพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิและทายาท
(9) นักเรียนไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
(10) นักเรียนทหารและทหารเกณฑ์
(11) ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญงานพระราชสงครามในทวีปยุโรปและบุคคลในครอบครัว
(12) อาสาสมัครมาเลเรีย ตามโครงการของกระทรวงสาธารณสุข และบุคคลในครอบครัว
(13) ช่างสุขภัณฑ์หมู่บ้านตามโครงการของกรมอนามัยและบุคคลในครอบครัว
(14) ผู้บริหารโรงเรียน และครูของโรงเรียนเอกชนที่สอนศาสนาอิสลามควบคู่กับวิชาสามัญ หรือวิชาชีพและบุคคลในครอบครัว ในเขตจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช ระนอง กระบี่ พังงา และภูเก็ต
(15) ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดน
(16) ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน
(17) สมาชิกผู้บริจาคโลหิตของสภากาชาดไทย ซึ่งมีหนังสือรับรองจากสภากาชาดไทย ว่าได้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 18 ครั้งขึ้นไป
(18) หมออาสาหมู่บ้านตามโครงการกระทรวงกลาโหม
(19) อาสาสมัครคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม
(20) อาสาสมัครทหารพรานในสังกัดกองทัพบก
(21) บุคคลที่แสดงความประสงค์ไม่จ่ายค่าบริการ

ที่มา ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง บุคคลที่ไม่ต้องจ่ายค่าบริการ พ.ศ. 2555 (ราชกิจจานุเบกษา 1 กันยายน 2555) http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2555/E/134/43.PDF

กรณีบุคคลที่ต้องการเสียค่าบริการตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ ให้ร่วมจ่ายค่าบริการในแต่ละครั้งตามที่กำหนดดังนี้

1. บุคคลที่เข้ารับบริการสาธารณสุขต้องร่วมจ่ายค่าบริการในอัตรา 30 บาท ในแต่ละครั้ง ที่เข้ารับบริการและได้รับยา โดยจ่ายให้แก่หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เป็นโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ระดับตั้งแต่โรงพยาบาลชุมชนขึ้นไป หรือโรงพยาบาลของรัฐนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลของรัฐในสังกัดมหาวิทยาลัยหรือโรงพยาบาลเอกชน ที่มีระดับเทียบเท่าตั้งแต่โรงพยาบาลชุมชนขึ้นไป หรือหน่วยบริการอื่นที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติประกาศกำหนดเพิ่มเติม

2. บุคคลที่เข้ารับบริการสาธารณสุข ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ด้านการป้องกันโรค หรือการเข้ารับบริการกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน หรือบุคคลผู้ยากไร้ หรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกาหนด หรือบุคคลที่เข้ารับบริการในหน่วยบริการที่มีระดับต่ากว่าโรงพยาบาลชุมชน ไม่ต้องร่วมจ่ายค่าบริการตามข้อ 1

อย่างไรก็ตาม หากที่ไม่ต้องจ่ายค่าบริการ ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 5 วรรคสอง ประกอบประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง บุคคลที่ไม่ต้องจ่ายค่าบริการ พ.ศ. 2555 (ราชกิจจานุเบกษา 1 กันยายน 2555) เช่น บุคคลที่แสดงความประสงค์ไม่จ่ายค่าบริการ ก็ไม่ต้องเสียค่าบริการตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การร่วมจ่ายค่าบริการ พ.ศ. 2555 (ราชกิจจานุเบกษา 1 กันยายน 2555)

ดู ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง บุคคลที่ไม่ต้องจ่ายค่าบริการ พ.ศ. 2555 (ราชกิจจานุเบกษา 1 กันยายน 2555) ได้ที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2555/E/134/43.PDF

ที่มา ประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การร่วมจ่ายค่าบริการ พ.ศ. 2555 (ราชกิจจานุเบกษา 1 กันยายน 2555)
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2555/E/134/52.PDF

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การประชุมสมัชชาเภสัชกรรมไทย เพื่อเตรียมการสมัชชาเภสัชกรรมไทย 100 ปี (พ.ศ. 2556)


ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์

การประชุมเพื่อเตรียมการสมัชชาเภสัชกรรมไทย 100 ปี (พ.ศ. 2556) เป็นความร่วมมือของสภาเภสัชกรรม ศูนย์ประสานงานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย (ศ.ศ.ภ.ท.) และองค์กรวิชาชีพต่างๆ ภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการจัดประชุมเตรียมการสมัชชาเภสัชกรรมไทย 100ปี (พ.ศ. 2556) : บทบาทวิชาชีพเภสัชกรรมไทยและการศึกษาเภสัชศาสตร์ในศตวรรษหน้า ซึ่งได้มีการเตรียมการมาเป็นระยะๆ และมีแผนที่จะจัดการประชุมเตรียมการสมัชชาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อประมวลสถานการณ์ บทบาท กำลังคน แผนยุทธศาสตร์ ของสาขาต่างๆ ในวิชาชีพเภสัชกรรม ตลอดจนการกำหนดทิศทางของวิชาชีพเภสัชกรรมในอนาคต การประชุมนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม ของทุกปี เนื่องจากจากถือว่าเป็นวันถือกำเนิดของวิชาชีพเภสัชกรรมในประเทศไทย และจะมีการจัดงานครบรอบ 100 ปีวิชาชีพเภสัชกรรม ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2556



การประชุมในแต่ละปี ระหว่างปี พ.ศ.2551 – 2555 มีสาขาวิชาชีพเภสัชกรรมได้ร่วมเป็นเจ้าภาพกับสภาเภสัชกรรมในการจัดประชุมสมัชชาเภสัชกรรมไทย เพื่อเตรียมการสมัชชาเภสัชกรรมไทย 100 ปี (พ.ศ. 2556) ดังนี้
(1)     พ.ศ.2551 การประชุมสมัชชาเภสัชกรรม 95 ปี สาขาเภสัชศาสตร์การศึกษาเป็นเจ้าภาพร่วม ในชื่องาน “เภสัชกรรมไทย 95 ปี มุ่งสู่ศตวรรษใหม่
(2)     พ.ศ.2552 การประชุมสมัชชาเภสัชกรรม 96 ปี สาขาเภสัชอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพร่วม ในชื่องาน “บทบาทเภสัชกรในการผลิตยาเพื่อสังคม”
(3)     พ.ศ.2553 การประชุมสมัชชาเภสัชกรรม 97 ปี สาขาเภสัชกรรมชุมชนเป็นเจ้าภาพร่วม ในชื่องาน "ความรับผิดชอบของเภสัชกรไทยในการปฏิบัติงานในร้านยา"
(4)     พ.ศ.2554 การประชุมสมัชชาเภสัชกรรม 98 ปี สาขาการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเจ้าภาพร่วม งดการจัดประชุมเนื่องจากเกิดภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่
(5)     พ.ศ.2555 การประชุมสมัชชาเภสัชกรรม 99 ปี สาขาเภสัชกรรมโรงพยาบาลเป็นเจ้าภาพร่วม
ส่วนสาขาเภสัชกรการตลาดจะร่วมจัดงานในปีใดนั้น จะแจ้งให้ทราบต่อไป (รวมถึงสาขาการคุ้มครองผู้บริโภคที่จะจัดประชุมด้วย)



สามารถดาวน์โหลดเอกสารการประชุมได้ที่
1. การประชุมสมัชชาเภสัชกรรม 95 ปี
2. การประชุมสมัชชาเภสัชกรรม 96 ปี เอกสารมี 3 ชิ้น คือ
(1) เอกสารในวันงานประชุม
(2) รายงานสมัชชาเภสัชกรรมไทย 96 ปี "บทบาทเภสัชกรในการผลิตยาเพื่อสังคม" http://www.slideshare.net/rparun/rx-samatcha096-report1
(3) รายงานสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น "การพัฒนาการผลิตยาภายในประเทศ" ในสมัชชาเภสัชกรรมไทย 96 ปี เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การเข้าถึงยาถ้วนหน้าของประชากรไทย
3. การประชุมสมัชชาเภสัชกรรม 97 ปี



วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เวลาเปิดทำการตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม


 ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์

สมัยหนึ่งมีความสงสัยกันว่า เวลาเปิดทำการตาม พ.ร.บ.ยาฯ หมายความว่าอย่างไร เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ให้นิยามเวลาเปิดทำการไว้

ภายหลังที่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่ 20/2528 เรื่อง นายวิษณุ หงส์พงศ์ กับพวก ร้องทุกข์ให้เพิกถอนประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดให้พื้นที่กรุงเทพมหานครต้องมีเภสัชกรตลอดเวลาเปิดทำการได้ให้มุมมองเวลาเปิดทำการไว้ด้วย ประกอบกับมุมมองของสมาคมร้านขายยาในขณะนั้น ทำให้พอสรุปประเด็นได้ดังนี้




เวลาเปิดทำการ (ของร้านยา) แบ่งออกเป็น
1. เวลาเปิดทำการตามความเป็นจริง เป็นเรื่องที่สมาคมร้านขายยาในขณะนั้นอ้างในทำนองว่าร้านยาไม่ได้ขายยาเพียงอย่างเดียวแต่ขายอย่างอื่นด้วย ช่วงใดที่ไม่ประสงค์จะขายยาก็ไม่ต้องมีเภสัชกร

ข้อสังเกต สมัยเริ่มแรกไม่มีกฎหมายกำหนดว่าเภสัชกรจะต้องอยู่ในร้านยาอย่างไร แต่ละร้านจึงกำหนดได้ตามใจเช่น วันละ 1 ชั่วโมง บางรายก็ไม่มาเลย ต่อมาก็มีกฎหมายแก้ไขใหม่มากำหนดให้ร้านยาต้องมีผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการอยู่ตลอดเวลาเปิดทำการ และขณะนั้นอยู่ในช่วงการอนุโลมให้มีเภสัชกรอย่างน้อย 3 ชั่วโมงจากเวลาเปิดร้านยาทั้งหมด ซึ่งสมาคมอ้างว่าหาเภสัชกรมาขายยาในช่วงเวลาอื่นไม่ได้ พอหาไม่ได้ก็จะทำให้ร้านยาถูกปิดไปด้วย

2. เวลาเปิดทำการตามการตีความของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ หมายถึง เวลาที่มีการขออนุญาตและได้รับอนุญาตให้เปิดทำการเป็นสถานที่ขายยา

ข้อสังเกต- คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ให้นิยามแบบนี้ไว้ในคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่ 20/2528 เพราะอิงตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยายืนยันว่าจะอนุญาตให้เปิดขายยาได้เฉพาะในช่วงที่มีเภสัชกรมาประจำอยู่ได้จริง เพื่อเป็นหลักประกันว่ามีเภสัชกรมาอยู่ได้จริงตลอดเวลาเปิดทำการ  (หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีเภสัชกรมาให้บริการแก่ประชาชน-ผู้เขียน) และทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามิได้หมายถึงกรณีการเปิดร้านยาตามความเป็นจริงเพื่อขายสินค้าหรือยาอย่างอื่นที่ไม่ต้องขออนุญาตแต่อย่างใด โปรดสังเกตคำว่า “เป็นสถานที่ขายยา” นั่นอาจเป็นที่มาที่เข้าใจกันว่า นอกเวลาที่อนุญาตขายอย่างอื่นที่ไม่ต้องขออนุญาตได้ เช่น ยาสามัญประจำบ้าน แต่ยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ต้องขออนุญาตเสมอ ดังนั้นจึงไม่สามารถขายได้

ทีนี้ก็พอมองออกบ้างไหมว่าการเปิดร้านยาตามความเป็นจริง ไม่ได้มีหลักประกันว่าจะไม่มีการขายยาซึ่งในขณะนั้นไม่มีเภสัชกรอยู่ปฏิบัติงานได้

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในสมัยนั้นไม่ทราบว่าจะให้หลักประกันว่ามีเภสัชกรตลอดเวลาได้อย่างไร จึงได้เสนอไปว่ามีเภสัชกรอยู่ในเวลาไหนก็ให้เปิดในเวลานั้น ก็ป้องกันคนที่ไม่ใช่เภสัชกรมาขายยาได้ระดับหนึ่ง (ตามหลักการ)  ทีนี้มันมีปัญหาอย่างหนึ่ง คือ ถ้าตีความแบบคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่กำหนดว่า เวลาเปิดทำการหมายถึงเวลาที่มีการขออนุญาตและได้รับอนุญาตให้เปิดทำการเป็นสถานที่ขายยา หากเภสัชกรจะขายยานอกเวลาที่ได้รับอนุญาต (แต่เป็นการเปิดทำการตามความเป็นจริง) อาจมีปัญหาว่าเป็นการขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต ในช่วงเวลาที่ไม่ได้ขออนุญาต หรือขายยาโดยผิดเงื่อนไขจากใบอนุญาตทันที ทั้งที่หลักตามกฎหมายมีอย่างเดียว คือ เมื่อเปิดร้านยาเพื่อขายยาต้องมีเภสัชกร เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน (ตามนโยบายของรัฐบาลในสมัยนั้น)


ดูคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้ที่ http://www.slideshare.net/rparun/20-2528
__________
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เภสัชกรประจำร้านขายยาแผนปัจจุบัน ประเภท ขย.1

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เภสัชกรกับสารต้องห้ามทางการกีฬา ตามพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. 2555


ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์
ปรับปรุงล่าสุด 9 มกราคม 2556

          ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... เป็นร่างกฎหมายฉบับใหม่ซึ่งถูกบรรจุในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 อยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา แต่ปัจจุบัน 9 มกราคม 2556 ประกาศเป็นพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. 2555 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว (ดูรายละเอียดที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/A/002/10.PDF) มีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 120 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
          เหตุผลที่ต้องมีร่างกฎหมายดังกล่าวเนื่องจากองค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามของโลก (World Anti-Doping Agency) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่องค์กรกีฬานานาชาติยอมรับในมาตรการควบคุมสารต้องห้ามทางการกีฬา ได้ประกาศให้ดำเนินการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา โดยการสร้างทักษะความพร้อมทางกายภาพและจิตสำนึกทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ในการแข่งขันกีฬาด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นไปด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรมโดยไม่ต้องใช้สารต้องห้าม รวมทั้งให้การคุ้มครองต่อสุขภาพและความปลอดภัยของนักกีฬา เพื่อให้มีมาตรการการควบคุมการใช้สารต้องห้ามที่สอดคล้องกับคำประกาศโคเปนเฮเกนว่าด้วยการต่อต้านสารต้องห้ามทางการกีฬา (Copenhagen Declaration on Anti-Doping in Sport) และส่งเสริมความร่วมมือด้านกีฬากับนานาประเทศ

สารต้องห้ามทางการกีฬา คืออะไร
          พระราชบัญญัตินี้ให้ความหมายของ “สารต้องห้าม” หมายความว่า สารที่นำเข้าสู่ร่างกายแล้วทำให้ได้เปรียบทางการกีฬา ทั้งนี้ตามรายชื่อที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา
          แม้ว่าประกาศรายชื่อสารต้องห้ามจะเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เชื่อว่าจะใช้ข้อความว่า รายชื่อสารต้องห้ามให้เป็นไปตามที่องค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามของโลก (World Anti-Doping Agency) กำหนดในปีล่าสุด แต่อาจเพิ่มเติมข้อยกเว้นในสารที่ถูกเพิกถอนทะเบียนผลิตภัณฑ์ ยกเลิกผลิตภัณฑ์ หรือเป็นสารที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายอื่นด้วย (เช่น เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1, วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 2)   
          อย่างไรก็ตามแม้ว่าในแต่ละประเทศจะมีกฎหมายเรื่องสารต้องห้ามทางการกีฬาหรือไม่ก็ตาม ก็ควรทราบรายการสารต้องห้ามทางการกีฬาที่องค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามของโลก (World Anti-Doping Agency) กำหนด ซึ่งได้มีการปรับปรุงรายการสารต้องห้ามเป็นประจำ และได้กำหนดรายการสารต้องห้ามทางการกีฬา ค.ศ.2012 มีดังนี้

กลุ่มที่ห้ามใช้ตลอดเวลาทั้งในช่วงการแข่งขันและนอกเวลาการแข่งขัน
          1. Anabolic agents
            1.1 Anabolic Androgenic Steroids ใช้ในการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้ผู้ใช้มีความแข็งแรงและมีความอึดในการแข่งขันสูง ผลข้างเคียงของสารกลุ่มนี้ คือ รบกวนสมดุลของฮอร์โมนปกติในร่างกาย เสี่ยงต่อการเกิดโรคตับและหัวใจ การเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้หญิงมีลักษณะคล้ายผู้ชาย ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอเวลากล้ามเนื้อหดตัว ทำให้เอ็น กล้ามเนื้อฉีกขาดได้ง่าย เป็นสารที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาด สารในกลุ่มนี้ในไทยจัดเป็นยาตามกฎหมายว่าด้วยยา
                      1.1.1 Exogenous Anabolic Androgenic Steroids รายการต่อไปนี้
                   1-androstenediol, 1-androstenedione, bolandiol , bolasterone, boldenone, boldione, calusterone, clostebol, danazol, dehydrochlormethyltestosterone, desoxymethyltestosterone, drostanolone, ethylestrenol, fluoxymesterone, formebolone, furazabol, gestrinone, 4-hydroxytestosterone, mestanolone, mesterolone, metenolone, methandienone, methandriol, methasterone, methyldienolone, methyl-1-testosterone, methylnortestosterone, methyltestosterone, metribolone (methyltrienolone), mibolerone, nandrolone, 19-norandrostenedione, norboletone, norclostebol, norethandrolone, oxabolone, oxandrolone, oxymesterone, oxymetholone, prostanozol,  quinbolone, stanozolol, stenbolone, 1-testosterone, tetrahydrogestrinone, trenbolone และสารอื่นที่มีโครงสร้างหรือให้ผลต่อร่างกายคล้ายคลึงกัน
                        1.1.2 Endogenous Anabolic Androgenic Steroids (สารที่ให้แล้วได้สารเดียวกับสารในร่างกาย) รายการต่อไปนี้    
                        androstenediol, androstenedione, dihydrotestosterone, prasterone, testosterone และสารเมตาบอไลต์ตลอดจนไอโซเมอร์ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง
                      5α-androstane-3α,17α-diol; 5α-androstane-3α,17β-diol; 5α-androstane-3β,17α-diol; 5α-androstane-3β,17β-diol; androst-4-ene-3α,17α-diol; androst-4-ene-3α,17β-diol; androst-4-ene-3β,17α-diol; androst-5-ene-3α,17α-diol; androst-5-ene-3α,17β-diol; androst-5-ene-3β,17α-diol; 4-androstenediol (androst-4-ene-3β,17β-diol); 5-androstenedione (androst-5-ene-3,17-dione); epi-dihydrotestosterone; epitestosterone; 3α-hydroxy-5α-androstan-17-one; 3β-hydroxy-5α-androstan-17-one; 7α-hydroxy-DHEA ; 7β-hydroxy-DHEA ; 7-keto-DHEA; 19-norandrosterone; 19-noretiocholanolone.
          1.2 Anabolic agents อื่น รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง Clenbuterol, selective androgen receptor modulators (SARMs), tibolone, zeranol, zilpaterol.

            2. ฮอร์โมนเปปไทด์ (peptide hormones) สารเร่งการเติบโต (growth factors) และสารอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นสารที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาด สารในกลุ่มนี้ในไทยจัดเป็นยาตามกฎหมายว่าด้วยยา
          2.1 สารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง (Erythropoiesis-Stimulating Agents) เช่น erythropoietin (EPO), darbepoetin (dEPO), hypoxia-inducible factor (HIF) stabilizers, methoxy polyethylene glycol-epoetin beta (CERA), peginesatide (Hematide)
            2.2 Chorionic Gonadotrophin (CG) and Luteinizing Hormone (LH) ในผู้ชาย
            2.3 อินซูลิน (insulins)
          2.4 Corticotrophins;
            2.5 Growth Hormone (GH), Insulin-like Growth Factor-1 (IGF-1), Fibroblast Growth Factors (FGFs), Hepatocyte Growth Factor (HGF), Mechano Growth Factors (MGFs), Platelet-Derived Growth Factor (PDGF), Vascular-Endothelial Growth Factor (VEGF) และสารอื่นที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ tendon หรือ ligament, การสังเคราะห์หรือการสลายโปรตีน การสร้างหลอดเลือด, การใช้พลังงาน, regenerative capacity or fibre type switching, และสารอื่นที่มีโครงสร้างหรือให้ผลต่อร่างกายคล้ายคลึงกัน

          3. ยากลุ่ม beta-2 agonist โดยปกติแล้วใช้ในการรักษาโรคหืด ขยายหลอดลม เพราะผลของการขยายหลอดลมนี้เองทำให้รับออกซิเจนได้ดีขึ้น (มีผลต่อการใช้พลังงานของร่างกาย) ยกเว้น ซาลบูทามอล (salbutamol) ขนาดสูงสุด 1,600 มิลลิกรัมตลอด 24 ชั่วโมง, ฟอร์มอทเทอรอล (formoterol) ขนาดสูงสุด 36 ไมโครกรัมตลอด 24 ชั่วโมง และซาลเมเทอรอล (salmeterol) ถ้านักกีฬาเป็นหอบหืดอนุญาตให้ใช้เฉพาะยาพ่นเท่านั้น ห้ามใช้ยารับประทานหรือยาฉีดเด็ดขาด หากตรวจพบ salbutamol ในปัสสาวะเกิน 1,000 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร หรือ formoterol เกิน 30 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ให้สันนิษฐานว่าไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์ในการรักษา

             4. สารปรับฮอร์โมนและเมตาบอไลต์ เป็นสารที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาด สารในกลุ่มนี้ในไทยจัดเป็นยาตามกฎหมายว่าด้วยยา
            4.1 Aromatase inhibitors รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง aminoglutethimide, anastrozole, androsta-1,4,6-triene-3,17-dione (androstatrienedione), 4-androstene-3,6,17 trione (6-oxo), exemestane, formestane, letrozole, testolactone.
            4.2 Selective estrogen receptor modulators (SERMs) รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง raloxifene, tamoxifen, toremifene.
            4.3 Other anti-estrogenic substances รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง clomiphene, cyclofenil, fulvestrant.
            4.4 Agents modifying myostatin function(s) รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง myostatin inhibitors.
            4.5. Metabolic modulators: Peroxisome Proliferator Activated Receptor δ (PPARδ) agonists (e.g. GW 1516), PPARδ-AMP-activated protein kinase (AMPK) axis agonists (e.g. AICAR)

          5. ยาขับปัสสาวะ (diuretics) ใช้ในการขับน้ำออกจากร่างกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักและทำให้เกิดการรบกวนการวิเคราะห์สารต้องห้ามตัวอื่น ผลข้างเคียงของสารกลุ่มนี้ คือ การสูญเสียน้ำ อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อเป็นตะคริว เป็นสารที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาด สารในกลุ่มนี้ในไทยจัดเป็นยาตามกฎหมายว่าด้วยยา รายการดังต่อไปนี้
            Diuretics, desmopressin, plasma expanders (e.g. glycerol; albumin สำหรับให้ทางหลอดเลือด, dextran, hydroxyethyl starch and mannitol), probenecid; และสารอื่นที่มีให้ผลต่อร่างกายคล้ายคลึงกัน ยกเว้น felypressin ที่ใช้เป็นยาชาเฉพาะที่ในทางทันตกรรม
          ยาขับปัสสาวะให้รวมยาดังต่อไปนี้
            acetazolamide, amiloride, bumetanide, canrenone, chlorthalidone, etacrynic acid, furosemide, indapamide, metolazone, spironolactone, thiazides (e.g. bendroflumethiazide, chlorothiazide, hydrochlorothiazide), triamterene และสารอื่นที่มีโครงสร้างหรือให้ผลต่อร่างกายคล้ายคลึงกัน (ยกเว้น drospirenone, pamabrom and topical dorzolamide and brinzolamide)

กลุ่มที่ห้ามใช้ในช่วงการแข่งขัน
            1. สารกระตุ้น (stimulants) มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง สำหรับกีฬาที่ต้องการความรวดเร็ว ลดความเหน็ดเหนื่อย เพื่อความกระฉับกระเฉง ว่องไว ปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว ผลข้างเคียงของสารกลุ่มนี้ คือ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วขึ้น หัวใจเต้นผิดปกติ เกิดการก้าวร้าว ไม่อยากอาหาร หลายตัวเป็นสารเสพติดจึงทำให้เกิดอาการติดยาได้ สารพวกนี้ทำให้นักกีฬาอาจใช้ร่างกายเกินขีดจำกัดที่สามารถทนได้ ทำให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น เป็นสารที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาด
          1.1 สารกระตุ้นที่ไม่เฉพาะเจาะจง ( Non-Specified Stimulants) มีสารดังรายการต่อไปนี้
          adrafinil, amfepramone, amiphenazole, amphetamine, amphetaminil, benfluorex, benzphetamine, benzylpiperazine, bromantan, clobenzorex, cocaine, cropropamide, crotetamide, dimethylamphetamine, etilamphetamine, famprofazone, fencamine, fenetylline, fenfluramine, fenproporex, furfenorex, mefenorex, mephentermine, mesocarb, methamphetamine(d-), p-methylamphetamine, methylenedioxyamphetamine, methylenedioxymethamphetamine, modafinil, norfenfluramine, phendimetrazine, phenmetrazine, phentermine, 4-phenylpiracetam (carphedon), prenylamine, prolintane
          1.2 สารกระตุ้นที่เฉพาะเจาะจง (Specified Stimulants) หากสารกระตุ้นไม่อยู่ในรายการสารกระตุ้นที่ไม่เฉพาะเจาะจงตาม 1.1 แล้ว ให้ถือว่าอยู่ในกลุ่มนี้ ตัวอย่างเช่น
            adrenaline (ยกเว้นใช้เฉพาะที่ตาหรือจมูกหรือใช้ร่วมกับยาชาตัวอื่น), cathine (จะถูกห้ามเมื่อความเข้มข้นในปัสสาวะมากกว่า 5 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร),  ephedrine และ methylephedrine (จะถูกห้ามเมื่อความเข้มข้นในปัสสาวะมากกว่า 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร), etamivan, etilefrine, fenbutrazate, fencamfamin, heptaminol, isometheptene, levmetamfetamine, meclofenoxate, methylhexaneamine (dimethylpentylamine), methylphenidate, nikethamide, norfenefrine, octopamine, oxilofrine, parahydroxyamphetamine, pemoline, pentetrazol, phenpromethamine, propylhexedrine, pseudoephedrine (จะถูกห้ามเมื่อมีความเข้มข้นในปัสสาวะมากกว่า 150 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร),  selegiline, sibutramine (ประเทศไทยอยู่ในสถานะยกเลิกทะเบียนตำรับยา), strychnine,  tuaminoheptane และสารอื่นที่มีโครงสร้างหรือให้ผลต่อร่างกายคล้ายคลึงกัน
          ในปี ค.ศ.2012 สาร bupropion, caffeine (ถูกถอดออกจากรายการในปี ค.ศ.2004), nicotine, phenylephrine, phenylpropanolamine (ในไทยจัดเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 2), pipradol, synephrine ไม่ได้ถูกพิจารณาเป็นสารต้องห้ามทางการกีฬา   

            2. สารเสพติด ใช้สารระงับความเจ็บปวดชนิดเสพติดที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท สำหรับกีฬาที่มีการปะทะเพื่อลดความเจ็บปวดขณะแข่งขัน เป็นสารเสพติดหากไม่ใช้จะมีอาการเจ็บปวดรุนแรงกว่าเดิม เกิดการก้าวร้าว มีปัญหาต่อระบบหายใจ มีอาการติดยา เป็นสารที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาด มีรายการดังต่อไปนี้
          buprenorphine ในไทยเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 3, dextromoramide ในไทยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2, diamorphine หรือ heroin ในไทยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1, เฟนทานิลและอนุพันธ์ (fentanyl and its derivatives) ในไทยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2, hydromorphone, เมทาโดน (methadone) ในไทยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2, มอร์ฟีน (morphine) ในไทยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2, oxycodone ในไทยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2, oxymorphone ในไทยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2, pentazocine, เพทิดีน (pethidine) ในไทยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2

            3. สารกลุ่ม Cannabinoids ในธรรมชาติเป็นพวกกัญชา (e.g. cannabis, hashish, marijuana) หรือสารกลุ่ม synthetic delta 9-tetrahydrocannabinol (THC) and cannabimimetics [e.g. “Spice” (containing JWH018, JWH073), HU-210] เป็นสารที่ห้ามใช้เด็ดขาด

          4. กลูโคคอร์ติโคสเตียรอยด์ (glucocorticosteroids) ใช้เพื่อลดการอักเสบโดยใช้ในรูปยาหยอดตา ยาหยอดหู ยาครีมหรือยาพ่น หรือฉีดเข้าข้อ ฉีดเฉพาะที่ ห้ามรับประทานหรือฉีดเข้าเส้นเลือดหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือให้ทางทวารหนัก

กลุ่มที่ห้ามเฉพาะกีฬาบางประเภท
            1. แอลกอฮอล์ ห้ามในช่วงการแข่งขันในกีฬาบางประเภท โดยจะต้องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทางลมหายใจหรือเลือด ไม่ให้เกิน 0.10 g/L หากดื่มแอลกอฮอล์แล้วห้ามลงแข่งกีฬาดังต่อไปนี้

• Aeronautic (FAI)
• Archery (FITA)
• Automobile (FIA)
• Karate (WKF)
• Motorcycling (FIM)
• Powerboating (UIM)

          2. ยากลุ่ม beta-blockers เป็นสารต้องห้ามในการแข่งขันเฉพาะกีฬาบางประเภท ซึ่งกีฬาประเภทนี้มักเป็นกีฬาพวกที่ต้องใช้สมาธิสูง ลดความตื่นเต้น สารในกลุ่มนี้ในไทยจัดเป็นเป็นยาตามกฎหมายว่าด้วยยา หากกินยานี้แล้วห้ามลงแข่งกีฬาดังต่อไปนี้
• Aeronautic (FAI)
• Archery (FITA) (also prohibited Out-of-Competition)
• Automobile (FIA)
• Billiards (all disciplines) (WCBS)
• Boules (CMSB)
• Bridge (FMB)
• Darts (WDF)
• Golf (IGF)
• Ninepin and Tenpin Bowling (FIQ)
• Powerboating (UIM)
• Shooting (ISSF, IPC) (also prohibited Out-of-Competition)
• Skiing/Snowboarding (FIS) in ski jumping, freestyle aerials/halfpipe and snowboard halfpipe/big air

เภสัชกรอยู่ตรงไหนของกฎหมายฉบับนี้
          เภสัชกรอาจได้รับเลือกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการแพทย์ตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการแพทย์นี้จะประกอบด้วยประธานและกรรมการอื่นมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 7 คน ซึ่งคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพเวชกรรม และผู้มีความรู้ความชำนาญในวิชาชีพเภสัชกรรม (พระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. 2555 มาตรา 14)
          เภสัชกรต้องทราบหรือให้คำแนะนำแก่นักกีฬาว่าสารใดเป็นสารต้องห้ามสำหรับนักกีฬาประเภทใดบ้าง เนื่องจากนักกีฬาจะไม่สามารถใช้สารต้องห้ามดังกล่าวได้ หากมีการใช้อาจถูกปรับแพ้ หรือห้ามการแข่งขันทั้งในครั้งนี้หรือครั้งต่อไปได้ หากนักกีฬามีโรคประจำตัวจะต้องเปลี่ยนยาที่ใช้หรืออาจะจะต้องเลิกเล่นกีฬาชนิดนั้นไปเล่นกีฬาชนิดอื่นแทน ขณะเดียวกันห้ามนักกีฬาหรือบุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬาซึ่งอาจเป็นบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งทำงานให้แก่นักกีฬาหรือทำการรักษานักกีฬาใช้สารต้องห้ามกับนักกีฬา หรือซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน ให้ ขนส่ง หรือ ครอบครอง สารต้องห้ามสำหรับนักกีฬาอีกด้วย หากฝ่าฝืนอาจถูกตัดสิทธิเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาหรือเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันกีฬาภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือโทษหนักที่สุด คือ การตัดสิทธิเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาหรือเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันกีฬาทุกรายการตลอดชีวิต  
          นอกจากนี้สารต้องห้ามบางตัวที่อยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษ เช่น ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ห้ามขาย ห้ามใช้ ห้ามครอบครองเป็นอันขาด ส่วนยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 และวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 เภสัชกรไม่สามารถจำหน่ายในร้านยาได้ แพทย์จะเป็นผู้สั่งจ่ายในสถานพยาบาลเท่านั้น และนักกีฬาเองก็ห้ามใช้โดยไม่มีคำสั่งแพทย์ หากฝ่าฝืนต้องรับโทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท แล้วแต่กรณี

เอกสารอ้างอิง
1. กลุ่มงานบริการ สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. เอกสารประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... (อ.พ.3/2554 สมัยสามัญนิติบัญญัติ). http://library2.parliament.go.th/giventake/content_hr/hr24/apl003-2554.pdf   
2. World Anti-Doping Agency. The 2012 Prohibited List International Standard. http://www.wada-ama.org/Documents/World_Anti-Doping_Program/WADP-Prohibited-list/2012/WADA_Prohibited_List_2012_EN.pdf
3. พระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. 2555. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/A/002/10.PDF