วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เมื่อร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 ขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ

เมื่อร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 ขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ

ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์

ร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 คืออะไร
          ร้านขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ หรือเรียกอย่างย่อว่า ร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 (มีที่มาจากจากมุมขวาบนของแบบขออนุญาตขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ เขียนว่า ข.ย.2) ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของร้านขายยาแผนปัจจุบัน ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 มาตรา 15(3)

รายการยาที่ขายได้ในร้านขายยา ข.ย.2
          หากสังเกตจากคำว่า “ขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ” จะพบว่ารายการยาที่สามารถขายในร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 มีดังต่อไปนี
          (1) ยาสามัญประจำบ้าน (เนื่องจากตามกฎหมายแล้ว ใครก็สามารถขายได้โดยไม่ต้องขออนุญาต)
          (2) ยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ
          ทั้งนี้ รายการยาตามข้อ (1) และ (2) ต้องบรรจุในภาชนะหรือหีบห่อที่ปิดหรือผนึกไว้ และมีฉลากครบถ้วน กล่าวคือ ต้องไม่มีการแบ่งขาย แบ่งบรรจุ หรือทำให้ภาชนะหรือหีบห่อเปลี่ยนรูปไปจากเดิม นอกจากนี้ต้องไม่ใช่ยาอันตราย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาอันตราย หรือไม่ใช่ยาควบคุมพิเศษ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาควบคุมพิเศษ เนื่องจากผู้มีสิทธิขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ มีเพียงร้านขายยาแผนปัจจุบัน ประเภท ข.ย.1 เท่านั้น
          นอกจากนี้ ร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 ยังได้รับสิทธิขายยาแผนโบราณ โดยไม่ต้องได้รับใบอนุญาตก่อน ตามมาตรา 47(2 ทวิ)

ความผิดเมื่อขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ
          หากร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 ขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ อาจมีความผิดดังนี้
          (1) ขายยาแผนปัจจุบันไม่ตรงตามประเภทของใบอนุญาต เนื่องจากผู้มีสิทธิขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ คือ ผู้ได้รับอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน ตามมาตรา 15(2) หรือร้านขายยา ประเภท ข.ย.1 ไม่ใช่ผู้รับอนุญาตขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ตามมาตรา 15(3) หรือร้ายขายยา ประเภท ข.ย.2 ดังนั้น จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 19(2) ต้องรับโทษตามมาตรา 102 กล่าวคือ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 2,000 – 5,000 บาท
          (2) ขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษในระหว่างที่เภสัชกรหรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ผู้รับอนุญาตขายยาตลอดจนลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 16 ไม่มีสิทธิขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษในระหว่างที่เภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 32 ผู้ฝ่าฝืนต้องได้รับโทษตามมาตรา 107 กล่าวคือ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่ง 1,000 – 5,000 บาท อย่างไรก็ตามแม้ว่าร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 จะมีเภสัชกรเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการและเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลานั้นก็ไม่มีสิทธิขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษในร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 เช่นกัน เรื่องจากเป็นขายยาแผนปัจจุบันไม่ตรงตามประเภทของใบอนุญาต ตามข้อ (1)
          (3) การประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดฐานนี้ไม่ได้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 แต่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 มาตรา 28 เนื่องจากการขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยาเป็นการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม และการขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยยา (ปัจจุบัน คือ พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510) เป็นหน้าที่ของเภสัชกรเท่านั้น ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 32 หากผู้มิใช่เภสัชกรขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษถือว่าเป็นการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 มาตรา 28 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 50

          ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 เมื่อขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 19(2) เสมอ หากผู้ขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษไม่ใช่เภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ จึงจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 32 และพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 มาตรา 28 ด้วย

พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบสามารถทำอะไรได้บ้าง
          พนักงานเจ้าหน้าที่หากตรวจพบว่ามีการขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ในร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 มีประเด็นที่เกี่ยวข้องดังนี้
          (1) ประเด็นการตั้งข้อกล่าวหา สามารถตั้งข้อกล่าวหาร้านยาขายยาแผนปัจจุบันไม่ตรงตามประเภทของใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 19(2) ได้เสมอ ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 32 และพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 มาตรา 28 ให้ดูเป็นรายกรณีไป
          (2) ประเด็นการริบยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษที่พบในร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 นั้น หากเป็นยาที่ชอบด้วยกฎหมายและอาจขายได้หากได้รับใบอนุญาตให้ขายยาจากพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อน เช่น ไม่ใช่รายการยาตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 มาตรา 72 กล่าวคือ เป็นยาปลอม ยาผิดมาตรฐาน ยาเสื่อมคุณภาพ ยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ยาที่ทะเบียนตำรับยาถูกยกเลิก หรือยาที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยา จึงไม่ใช่สิ่งของที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำผิดโดยตรงอันจะพึง ต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 อีกทั้งบทลงโทษที่เกิดขึ้นจะลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510  มาตรา 102 สำหรับกรณีขายยาแผนปัจจุบันไม่ตรงตามประเภทของใบอนุญาต หรือลงโทษตามมาตรา 107 สำหรับกรณีขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษในระหว่างที่เภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งไม่เข้าข่ายพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 126 จึงไม่สามารถริบยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษในร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 ได้ (ดูแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 998/2512, 187/2517, 1377/2517 )


ข้อสังเกตอื่น
           ร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 ถ้าไม่มีผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการอยู่ ผู้รับอนุญาตก็ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 22 อยู่แล้ว แต่ถ้าขายยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ เป็นช่องว่างของกฎหมายที่ไม่มีบทลงโทษ (ประเด็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในร้านขายยา ประเภท ข.ย.2 จะกล่าวถึงในโอกาสต่อไป)

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คำพิพากษาศาลฎีกา คดีผลิตยาแผนโบราณโดยไม่ขอขึ้นทะเบียนตำรับยา





คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3804/2540
พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด
     โจทก์
ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล เวชพงศ์ โอสถ กับพวก
     จำเลย

ป.อ. มาตรา 90
ป.วิ.อ. มาตรา 2(6), 120, 123
พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 46, 47(2), 72(4), 76(1), 79, 122, 123
พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 มาตรา 3


          ในการผลิตยาแผนโบราณตาม พระราชบัญญัติยานั้นนอกจากผู้ผลิตจะต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 46 วรรคหนึ่งแล้ว ยังต้องปรากฏว่ายาแผนโบราณที่จะผลิตนั้นต้องเป็นยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ไว้แล้วตามมาตรา 72(4) หรือผู้ผลิตได้นำตำรับยานั้นมาขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และได้รับ ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาแล้วตามมาตรา 79 จึงจะผลิตยานั้นได้ หากเป็นการปรุงยาตามตำราที่รัฐมนตรีประกาศตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 76(1) โดยผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ และเป็นการทำเพื่อขายเฉพาะสำหรับคนไข้ของตนตามมาตรา 47(2) แล้ว จึงจะสามารถผลิตยานั้นได้โดยไม่ต้องรับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 46 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยจำเลยที่ 1ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ผลิตยาแผนโบราณตามใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ สาขาเภสัชกรรมส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ สาขาเวชกรรม และเภสัชกรรม การที่จำเลยทั้งสองได้ดำเนินการผลิตยาแผนโบราณเป็นยาเม็ดลูกกลอนของกลาง จำนวน 2 ถุง ซึ่งมีผู้อื่นมาว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองผลิต และยาของกลางมีส่วนผสมของมหาหิงคุ์ซึ่งถือว่าเป็นยาแผนโบราณ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาและไม่นำตำรับยาไปขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งจำเลยมิได้ผลิตเพื่อรักษาคนไข้ของตนเอง การที่จำเลยทั้งสองมิได้ผลิตยาของกลางเพื่อขายเฉพาะสำหรับคนไข้ของตน แม้จำเลยทั้งสอง จะได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ กรณีก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตาม พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 47(2) และเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาและไม่นำตำรับยาไปขอขึ้น ทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยจึงไม่ได้ใบรับอนุญาตจากผู้อนุญาตให้ผลิตยาแผนโบราณได้ตามมาตรา 46 วรรคหนึ่งจำเลยทั้งสองจึงต้องมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาฯมาตรา 72(4),79,122,123 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม แม้ขณะ ป.ลงชื่อในคำร้องทุกข์ ขณะนั้นรายละเอียดต่าง ๆยังไม่ได้กรอกข้อความลงไป และ ป.ไม่ทราบว่าจะแจ้งความให้ดำเนินคดีจำเลยในความผิดฐานใดก็ตามแต่เมื่อปรากฏ ว่า ป.เป็นผู้ได้ตรวจค้นพบยาของกลางและได้บันทึกการยึดยาไว้ เมื่อผลการตรวจพิสูจน์พบว่าของกลางเป็นเนื้อที่เยื่อของพืชและมหาหิงคุ์ซึ่ง เป็นยาแผนโบราณ ผู้บังคับบัญชาจึงมอบหมายให้ ป.ไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี ดังนั้น เมื่อป.ได้รับมอบหมายให้ไปร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และการจะสอบสวนจำเลยในความผิดฐานใดนั้นย่อมเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะ ดำเนินการต่อไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสอบสวน ดังนั้นการสอบสวนจึงชอบแล้ว



________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยทั้งสองเป็นผู้ได้รับอนุญาต ให้ผลิตยาแผนโบราณจากผู้อนุญาตตามกฎหมาย เมื่อระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม 2534 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2534 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตยาโดยยาดังกล่าวมีส่วนผสมเนื้อเยื่อของพืชและ มหาหิงคุ์ ซึ่งเป็นยาแผนโบราณตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 เป็นยาเม็ดลูกกลอนใช้ชื่อว่ายาเทวดา จำนวน 1 ถึง และยาเม็ดลูกกลอนไม่มีชื่อจำนวน 1 ถุง ซึ่งเป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาและจำเลยทั้งสองไม่นำตำรับยานั้นมาขอ ขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่ใช่เป็นกรณีที่ได้รับการยกเว้นอัน เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 72(4),79, 122, 123, 126 พระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522มาตรา 3 และริบของกลาง

          จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

          ศาล ชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 72(4), 79, 122, 123เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษหนักเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา 122 ให้ปรับจำเลยที่ 1จำนวน 5,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือนและปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ริบของกลาง

          จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

          ศาล อุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยทั้งสองฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ผลิตยาแผนโบราณตามสำเนาใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะแผน โบราณ สาขาเภสัชกรรม จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ สาขาเวชกรรมและเภสัชกรรม จำเลยทั้งสองได้ดำเนินการผลิตยาแผนโบราณเป็นยาเม็ดลูกกลอนจำนวน 2 ถุง ซึ่งมีผู้อื่นมาว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองผลิตตามใบรับบดยาผงและปั๊มเม็ด กับรายการส่วนผสมเจ้าพนักงานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้ตรวจค้นสถานการค้าของจำเลยที่ 1 พบยาแผนโบราณดังกล่าวเมื่อนำไปตรวจสอบแล้วพบว่ายาของกลางมีส่วนผสม ของมหาหิงคุ์ซึ่งถือว่าเป็นยาแผนโบราณโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ขึ้นทะเบียน ตำรับยาและไม่นำตำรับยาไปขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งจำเลยมิได้ ผลิตเพื่อรักษาคนไข้ของตนเอง

          มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่าในการผลิตยาแผนโบราณตามพระราชบัญญัติยานั้น นอกจากผู้ผลิตจะต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 46 วรรคหนึ่งแล้ว ยังต้องปรากฏว่ายาแผนโบราณที่จะผลิตนั้นเองเป็นยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ไว้แล้ว ตามมาตรา 72(4) หรือผู้ผลิตได้นำตำรับยานั้นมาขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และได้รับ ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาแล้ว ตามมาตรา 79 จึงจะผลิตยานั้นได้ อย่างไรก็ตามหากเป็นการปรุงยาตามตำราที่รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 76(1) โดยผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณและเป็นการทำเพื่อขายเฉพาะสำหรับคนไข้ของตน ตามมาตรา 47(2) แล้ว จึงจะสามารถผลิตยานั้นได้โดยไม่ต้องรับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 46 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงในคดีนี้ยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองมิได้ผลิตยาของกลางเพื่อขายเฉพาะสำหรับคนไข้ของตน แม้จำเลยทั้งสองจะได้ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ กรณีก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 47(2)และเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาและไม่นำตำรับยาไปขอขึ้น ทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยจึงไม่ได้ใบรับอนุญาตจากผู้อนุญาตให้ผลิตยาแผนโบราณได้ตามมาตรา 46 วรรคหนึ่งจำเลยทั้งสองจึงต้องมีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

          มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อมาว่าการสอบสวนไม่ชอบ เพราะนายประธาน ประเสริฐวิทยาการเบิกความว่า ขณะลงชื่อในคำร้องทุกข์เอกสารหมาย จ.9 รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ได้กรอกข้อความลงไป ไม่ทราบว่าจะแจ้งความให้ดำเนินคดีจำเลยในความผิดฐานใดในประเด็นนี้นายประธาน เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ได้ตรวจค้นพบยาของกลางและได้บันทึกการยึดยาไว้ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.8เมื่อผลการตรวจพิสูจน์พบว่าของกลางเป็นเนื้อเยื่อของพืชและมหาหิงคุ์ซึ่ง เป็นยาแผนโบราณผู้บังคับบัญชาจึงมอบหมายให้ไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีตาม เอกสารหมาย จ.9ร้อยตำรวจเอกทรงธรรม ศรีกาญจนา พนักงานสอบสวนเบิกความว่า นายประธานได้มาร้องทุกข์และนำเอกสารหมายจ.1 ถึง จ.8 มามอบให้ เห็นว่า ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายประธานได้รับมอบหมายให้ไปร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนการจะสอบสวนจำเลยทั้งสองในความผิดฐานใดนั้น ย่อมเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการต่อไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จากการสอบสวนดังนั้นการสอบสวนจึงชอบแล้ว

          พิพากษายืน

คำพิพากษาศาลฎีกา คดีล่อซื้อยาลดความอ้วนเฟนเตอมีน (phentermine)





คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2429/2551
พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
     โจทก์
นางวิสาลักษณ์ ศิริวงศ์
     จำเลย

ป.วิ.อ. มาตรา 226

          สิบตำรวจตรี ส. ขอซื้อยาลดความอ้วนซึ่งมีส่วนผสมของเฟนเตอมีนจากจำเลย จำเลยบอกว่าไม่มีและที่ร้านของจำเลยไม่ได้ขายลดความอ้วนดังกล่าวสิบตำรวจตรี ส. จึงบอกว่าคนรักต้องการใช้ยาลดความอ้วน จำเลยจึงบอกว่าจำเลยมียาลดความอ้วนอยู่ 1 ชุด ที่จำเลยซื้อมาไว้รับประทานเอง สิบตำรวจตรี ส.ขอซื้อยาลดความอ้วนชุดนั้นจำเลยจึงขายให้และเมื่อมีการตรวจค้นร้านขายยาของจำเลยก็ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายอื่นแต่อย่างใด เมื่อจำเลยไม่มีเฟนเตอมีนของกลางไว้เพื่อขายดังที่โจทก์ฟ้อง และรับฟังไม่ได้ว่าที่ร้านขายยาของจำเลยเคยมีการขายเฟนเตอมีนมาก่อน ดังนั้น การที่จำเลยขายเฟตเตอมีนของกลางให้แก่สิบตำรวจตรี ส. จึงเกิดจากการถูกล่อให้กระทำความผิด โดยจำเลยไม่มีเจตนาจะกระทำความผิดในการขายเฟตเตอมีนมาก่อน พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นพยานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบโจทก์ไม่สามารถอ้างเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

________________________________


          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยมีเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 15 แคปซูล น้ำหนัก 0.549 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และจำเลยได้ขายเฟนเตอมีนดังกล่าวให้แก่ผู้ล่อซื้อในราคา 250 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อและเฟนเตอมีนจำนวนดังกล่าว เป็นของกลาง เฟนเตอมีนของกลางหมดไปในการตรวจวิเคราะห์ส่วนธนบัตรของกลางเจ้าพนักงานเก็บ รักษาไว้ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 89

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 วางโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน คำขออื่นให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยและนายอัชฌาณัฐ สามีประกอบกิจการร้านขายยาชื่อ นิววัฒนาเพิ่มสิน โดยนายอัชฌาณัฐได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ดำเนินกิจการ ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยได้ขายยาลดความอ้วนของกลางจำนวน 15 แคปซูล ให้แก่สิบตำรวจตรีสมเกียรติ ผู้ล่อซื้อในราคา 250 บาท ยาลดความอ้วนของกลางทั้ง 15 แคบซูล ได้มีการตรวจวิเคราะห์โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว ผลการตรวจวิเคราะห์ตรวจพบเฟนเตอมีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ผสมอยู่จำนวน 0.549 กรัม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเฟนเตอมีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเฟนเตอมีนโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยก่อน โดยจำเลยยื่นคำแก้ฎีกาว่าจำเลยไม่ทราบข้อเท็จจริงว่ายาลดความอ้วนที่จำเลยขายให้แก่สิบตำรวจตรีสมเกียรติมีเฟนเตอมีนผสมอยู่ เนื่องจากจำเลยไม่ใช่แพทย์หรือเภสัชกรจึงไม่ ทราบมาก่อนว่าในยาลดความอ้วนมีส่วนผสมของเฟนเตอมีนอยู่ด้วย เท่ากับว่าจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด ปัญหานี้พันตำรวจโทมานพ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า ในชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เฟนเตอมีน) ไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเฟนเตอมีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพซึ่งตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวระบุว่านาย อัชฌาณัฐ สามีจำเลยร่วมฟังการสอบสวนและได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกคำให้การของจำเลย ด้วย และปรากฏจากบันทึกคำให้การดังกล่าวว่า จำเลยตอบคำถามพนักงานสอบสวนว่า จำเลยทราบดีว่ายาลดความอ้วนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้เป็นของกลางเป็นวัตถุ ออกฤทธิ์ซึ่งการขายหรือมีไว้ในครอบครองเป็นความผิดจำเลยเบิกความว่าในการสอบ สวนตามบันทึกคำให้การพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำจำเลยและพิมพ์ตามที่จำเลยให้ การ แต่จำเลยเบิกความต่อไปว่า ที่ตอบว่าจำเลยทราบดีนั้น จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่ายาลดความอ้วนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ เพิ่งมาทราบจากพนักงานสอบสวน เห็นว่า จำเลยจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ส่วนนายอัชฌาณัฐ สามีจำเลยจบการศึกษาระดับปริญญาโท หากจำเลยเพิ่งทราบจากพนักงานสอบสวนว่ายาลดความอ้วนของกลางเป็นวัตถุออกฤทธิ์ ซึ่งการขายหรือมีไว้ในครอบครองเป็นความผิดจำเลยก็ชอบที่จะให้การปฏิเสธ เนื่องจากไม่ปรากฏว่ามีการบังคับขู่เข็ญหรือกระทำด้วยประการใดให้จำเลยให้ การรับสารภาพแต่อย่างใดประกอบกับจำเลยและสามีมีอาชีพค้าขายโดยประกอบกิจการ ร้านขายยามิใช่เป็นประชาชนทั่วไปที่เพียงแต่บริโภคยา จำเลยจึงน่าจะต้องทราบว่ายาลดความอ้วนดังกล่าวมีเฟนเตอมีอันเป็นวัตถุออก ฤทธิ์ในประเภท 2 ผสมอยู่ และน่าจะต้องทราบว่าการขายหรือมีไว้ในครอบครองยาลดความอ้วนดังกล่าวเป็นความ ผิด ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ทราบว่ายาลดความอ้วนที่จำเลยขายให้แก่สิบ ตำรวจตรีสมเกียรติมีเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ผสมอยู่ จึงฟังไม่ขึ้นข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าการมีเฟนเตอมีนไว้ในครอบครองเป็นความผิดต่อกฎหมาย จำเลยเบิกความว่าจำเลยซื้อยาลดความอ้วนของกลางทั้ง 15 แคปซูล มาจากพนักงานขายยาโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทำตามคำสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรมแต่อย่างใด ข้อเท็จจึงฟังได้ว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งเฟนเตอมีนของกลางโดยไม่ได้รับ อนุญาต ปัญหาว่า จำเลยครอบครองเฟนเตอมีนของกลางไว้เพื่อขายหรือไม่และการกระทำของจำเลยเป็น ความผิดฐานขายเฟนเตอมีนโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า ในการล่อซื้อเฟนเตอมีนจากจำเลย เมื่อสิบตำรวจตรีสมเกียรติขอซื้อยาลดความอ้วนจากจำเลยโดยบอกว่าจะเอาไปให้คน รัก จำเลยบอกว่าไม่มีและที่ร้านของจำเลยไม่ได้ขายยาลดความอ้วนสิบตำรวจตรีสม เกียรติจึงบอกว่าคนรักของสิบตำรวจตรีสมเกียรติจะต้องใช้ยาลดความอ้วนและจะ กลับไปต่างจังหวัดในวันที่ล่อซื้อนั้นเอง จำเลยจึงบอกว่าจำเลยมียาลดความอ้วนอยู่ 1 ชุด ที่จำเลยซื้อมาไว้รับประทานเอง สิบตำรวจตรีสมเกียรติขอซื้อยาลดความอ้วนชุดนั้น จำเลยจึงขายให้ในราคา 250 บาท และเมื่อมีการตรวจค้นร้านขายยาของจำเลยก็ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายอื่นแต่อย่าง ใด ที่โจทก์ฎีกาว่าก่อนการล่อซื้อได้มีการสืบทราบมาก่อนเกิดเหตุแล้วว่าจำเลย ลักลอบขายยาลดความอ้วนนั้น แม้สิบตำรวจตรีสมเกียรติพยานโจทก์จะเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีการสืบทราบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาว่า ที่ร้านขายยาของจำเลยมีการลักลอบขายยาลดความอ้วน โดยทางกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยาโดยให้ส่งตัวอย่างยาลดความอ้วนมาให้ดูด้วย แต่โจทก์ก็มิได้ส่งหนังสือหรือตัวอย่างยาลดความอ้วนดังกล่าวต่อศาลคำเบิก ความของสิบตำรวจตรีสมเกียรติจึงเป็นคำเบิกความลอยๆ และไม่สอดคล้องกับบันทึกการจับกุมที่ระบุว่าจากการสืบสวนเจ้าพนักงานตำรวจ สืบทราบว่าร้านขายยานิววัฒนาเพิ่มสินมีการลักลอบขายเฟนเตอมีน ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้เบาะแสมาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแต่ อย่างใด นางนัยนา ซึ่งรับราชการอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในตำแหน่งเภสัชกร มีหน้าที่ตรวจสอบวัตถุออกฤทธิ์ที่จำหน่ายในท้องตลาดเบิกความเป็นพยานโจทก์ ว่า พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 ให้ไปร่วมตรวจสอบกับเจ้าพนักงานตำรวจในวันรุ่งขึ้นโดยยังไม่ได้บอกว่าให้ไป ตรวจอะไร ตามคำเบิกความของนางนัยนาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและ ยาก็ไม่ปรากฏว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสืบทราบมาว่าที่ร้านขายยาของ จำเลยมีการลักลอบขายยาลดความอ้วนดังที่สิบตำรวจตรีสมเกียรติเบิกความ ส่วนพันตำรวจโทมานพ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า จากการสอบสวนผู้ร่วมจับกุมซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นใครได้ความว่านางนัยนาได้รับ แจ้งจากเจ้าพนักงานตำรวจว่าที่ร้านขายยาของจำเลยมีการลักลอบขายยาลดความอ้วน ดังนี้พยานโจทก์จึงรับฟังเอาแน่นอนไม่ได้ว่าหน่วยงานใดเป็นผู้สืบทราบและรับ ฟังไม่ได้ว่าก่อนการล่อซื้อจับกุมมีการสืบทราบมาก่อนดังที่สิบตำรวจตรีสม เกียรติเบิกความนายศักดิ์ชัย พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งเป็นเภสัชกรประจำ อยู่ที่ร้านขายยาของจำเลยเบิกความว่า พยานไม่เคยเห็นยาลดความอ้วนของกลางอยู่ในร้านดังนี้ พยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเฟนเตอมีนของกลางไว้ เพื่อขายดังที่โจทก์ฟ้อง และรับฟังไม่ได้ว่าที่ร้านขายยาของจำเลยเคยมีการขายเฟนเตอมีนมาก่อน ดังนั้น การที่จำเลยขายเฟนเตอมีนของกลางให้แก่สิบตำรวจตรีสมเกียติจึงเกิดจากการถูก ล่อให้กระทำความผิด โดยจำเลยไม่มีเจตนาจะกระทำความผิดในการขายเฟนเตอมีนมาก่อน พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นพยานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ โจทก์ไม่สามารถอ้างเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนรับฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นพิจารณารับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้เช่นนี้แล้ว ลำพังแต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนก็ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้ อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ และ 89 ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการมีเฟนเตอมีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง และ 106 วรรคหนึ่ง อยู่ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่างซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็น ความผิดได้อยู่ในตัวเองเมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเฟนเตอมีนไว้ในครอบ ครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเฟนเตอมีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับ อนุญาตซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

          พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง วางโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 21,000 บาท คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 14,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ภายในกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์



( ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - พีรพล พิชยวัฒน์ - พิสิฐ ฐิติภัค )


หมายเหตุ  

          ในการล่อให้กระทำความผิดนั้น แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเยอรมันแต่เดิมศาลจะไม่ลงโทษจำเลยที่ถูกล่อให้กระทำความ ผิด (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด) หากการล่อให้กระทำความผิดดังกล่าวขัดต่อหลักนิติรัฐ โดยตามแนวคำพิพากษาของศาลถือว่ากรณีดังต่อไปนี้เป็นการขัดต่อหลักนิติรัฐ เช่น ถ้าจำเลย (คือผู้ที่ถูกล่อให้กระทำความผิด) ยังไม่เคยถูกลงโทษมาก่อน จำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดเป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่ถือว่าเป็นการขัดต่อหลักนิติรัฐหากว่าตัวผู้ค้ายาเสพติดเป็นผู้เข้าหาตัว ผู้ล่อให้กระทำความผิดเอง (BverfG NJW 1987, 1870) นอกจากนี้คำถามของเจ้าพนักงานตำรวจที่ถามหญิงโสเภณีว่าเธอพร้อมที่จะมีเพศ สัมพันธ์กับเขาหรือไม่นั้น ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันเคยวินิจฉัยไว้ว่าไม่ถือว่าเป็นการขัดต่อหลักนิติรัฐ (BverfG NStZ, 1985, 131) การล่อให้กระทำความผิดที่ขัดต่อหลักนิติรัฐตามแนวคำพิพากษาศาลเยอรมันข้าง ต้น จะนำไปสู่อุปสรรคในการฟ้องร้องดำเนินคดีและอุปสรรคในกระบวนพิจารณาคดี (Strfverfolgungs - und Prozesshindernis) ผลในทางกฎหมายก็คือกระบวนพิจารณาไม่อาจที่จะดำเนินต่อไปได้ ศาลไม่อาจที่จะวินิจฉัยลงในเนื้อหาของคดีได้และต้องยุติคดีลง ในทางตรงกันข้าม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเยอรมันในปัจจุบัน (ตั้งแต่คำวินิจฉัยของศาลในคดี BGHSt 32, 345; BGH Strv 1989, 518) เห็นว่าการล่อให้กระทำความผิดที่เป็นการขัดต่อหลักนิติรัฐนั้นเป็นแต่เพียง เหตุในการลดโทษอย่างสำคัญ ("wesentlichen Strafmilderungsgrund) และลงโทษจำเลยในอัตราโทษขั้นต่ำตามกฎหมาย ส่วนความเห็นในทางตำรานั้นยังไม่เป็นที่ยุติ บางฝ่ายเห็นไปในทำนองเดียวกันกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเยอรมันแต่เดิม ส่วนศาสตราจารย์ Roxin เห็นว่าการล่อให้กระทำความผิดที่เป็นการขัดต่อหลักนิติรัฐนั้นเป็นเหตุตัดใน การลงโทษซึ่งเป็นเรื่องในทางสารบัญญัติ (ein materiellrechtlicher Strafausschiessungsgrund) (ผลในทางกฎหมายก็คือยกเว้นโทษให้จำเลยนั่นเอง) ไม่ใช่เรื่องอุปสรรคในกระบวนพิจารณาคดี (kein Prozesshindernis) เพราะการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ขัดต่อหลักนิติรัฐนั้นไม่ได้เกี่ยว ข้องแต่แรกในเรื่องของกระบวนพิจารณาแต่เกี่ยวข้องตั้งแต่แรกในเรื่องของการ เกิดขึ้นของการกระทำความผิดและด้วยเหตุนี้เอง ศาสตราจารย์ Roxin จึงเห็นว่ารัฐจึงไม่มีสิทธิลงโทษจำเลยในกรณีดังกล่าว (Vgl. Roxin, Strafverfahrensrecht, 25.Auflage 1998, บทที่ 10, หัวข้อ 27f.)
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุ เป็นไปตามแนวเดิมที่ศาลฎีกาเคยวางหลักไว้ว่าถ้าจำเลยถูกล่อให้กระทำความผิด แล้วพยานหลักฐานดังกล่าวรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ ซึ่งดูเหมือนจะต่างกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาของเยอรมันในปัจจุบันที่เห็นว่า การล่อให้กระทำความผิดเป็นแต่เพียงเหตุลดโทษ ผู้เขียนหมายเหตุเห็นว่าหลักที่ศาลฎีกาของไทยวางไว้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะรัฐไม่น่าที่จะสามารถลงโทษจำเลยที่ถูกล่อให้กระทำความผิดได้ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักที่ว่ารัฐไม่อาจที่จะลงโทษบุคคลที่การกระทำความผิดของเขาเกิด ขึ้นจากการเริ่มต้นของรัฐได้ (venire contra factun proprium)
          
          
          
          สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์
          
          
หมายเหตุ
           ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาในเรื่องการล่อให้กระทำความผิดมีเส้นแบ่ง แยกอยู่ที่ว่า พยานหลักฐานที่ได้มาจากการล่อให้กระทำความผิดนั้นเป็นพยานหลักฐานที่จำเลยมี อยู่แล้วหรือว่าเป็นสิ่งที่จำเลยทำให้มีขึ้นมาใหม่ ดังนั้นถ้าเป็นกรณีที่จำเลยมีพยานหลักฐานนั้นอยู่แล้ว เช่น มีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในความครอบครองแล้วเจ้าพนักงานไปล่อซื้อได้มา ก็ถือว่าเมทแอมเฟตามีนนั้นเป็นพยานหลักฐานที่ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 266 แต่ถ้าเป็นกรณีที่จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดมาก่อนดังเช่นข้อเท็จจริงตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2551 เมื่อเจ้าพนักงานไปล่อซื้อ จำเลยจึงไปแสวงหาเฟนเตอมีนของกลางมา ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเฟนเตอมีนของกลางเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ ตามมาตรา 226 ดังกล่าว ซึ่งเป็นการวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมา
           ผู้เขียนมีความเห็นเพิ่มเติมว่า หลังจากมีการเพิ่มมาตรา 226/1 โดยผลของ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 281 พ.ศ.2551 จำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงการกระทำของเจ้าพนักงานในเรื่องการไปล่อซื้อด้วย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า หลังจากที่มาตรา 226/1 มีผลบังคับใช้แล้ว การที่เจ้าพนักงานจะกระทำการล่อซื้อต้องกระทำไปโดยมีอำนาจตามกฎหมาย เช่น กฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดียาเสพติด เป็นต้น ที่ให้อำนาจและกำหนดหลักเกณฑ์ของการที่เจ้าพนักงานจะไปล่อซื้อซึ่งส่งผลให้ การล่อซื้อนั้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ควรมีการปรับปรุงแก้ไข ป.วิ.อ. ให้สอดคล้องกับหลักการของมาตรา 226/1 มิฉะนั้นการล่อซื้อของเจ้าพนักงานที่ไม่มีกฎหมายรองรับอาจถูกตีความว่าเป็น การกระทำที่ไม่ชอบและส่งผลให้พยานหลักฐานที่ได้มาจากการล่อซื้อเป็นพยานหลัก ฐานที่รับฟังไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่เป็นบทตัดพยานหลักฐานที่เด็ดขาด แต่ก็ควรมีกฎหมายกำหนดให้ชัดเจนในเรื่องอำนาจของเจ้าพนักงานในการรวบรวมพยาน หลักฐานว่าจะต้องกระทำอย่างไรจึงจะชอบด้วยกฎหมาย
          
          
          
          พรเพชร วิชิตชลชัย

คำพิพากษาศาลฎีกา คดีนามบัตรดอกเตอร์ออฟออปโตเมตรี

คดีนี้้ ผู้จบปริญญา "ดอกเตอร์ออฟออปโตเมตรี" แปลว่า"จักษุแพทย์ศาสตร์บัณฑิต" แสดงตนในใบปลิวและนามบัตรว่าเป็นจักษุแพทย์เพื่อประโยชน์ในการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้มีเจตนาจะประกอบวิชาชีพเวชกรรม


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  282/2523
พนักงานอัยการกรมอัยการ
     โจทก์
นายวิทยา กฤตลักษณ์กุล
     จำเลย

พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2511 มาตรา 21, 36


          จำเลย ศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศฟิลิปปินส์ได้รับปริญญา"ดอกเตอร์ออฟออปโตเมตรี" แปลว่า"จักษุแพทย์ศาสตร์บัณฑิต" ซึ่งความหมายของ "จักษุแพทย์" นั้น ได้แก่ผู้ตรวจสอบสายตา ผู้ประกอบแว่น (ไม่ได้หมายถึงผู้รักษาตาด้วยยาหรือการผ่าตัด) จำเลยได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานพยาบาลแผนปัจจุบัน สาขาเวชกรรมซึ่งมีแพทย์ประจำ แต่ตัวจำเลยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เมื่อจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำเลยได้พิมพ์นามบัตรและใบปลิวโฆษณามีคำว่า จักษุแพทย์ และชื่อสถานพยาบาลของจำเลย แต่ไม่ได้แสดงออกซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ได้แสดงใบปลิว และนามบัตรว่าได้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเกี่ยวกับการตรวจ การป้องกันและการบำบัดโรคตาและพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามใบปลิวและ นามบัตรที่ใช้โฆษณานั้น ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาจะแสดงวิทยฐานะทางการศึกษากับแสดงหลักฐานการประกอบ อาชีพเพื่อหาคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้นหาได้มีเจตนาที่จะแสดงว่า จำเลยพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม บังอาจพิมพ์ใบปลิวและนามบัตรโฆษณาต่อประชาชนว่าจำเลยเป็นจักษุแพทย์มีสถานพยาบาลชื่อสยามคอนแท็คเลนส์คลีนิค อยู่เลขที่ 2/7 ถนนสุขุมวิท 18 แขวงคลองเตย อันแสดงว่าพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511มาตรา 4, 21, 36 และริบของกลาง

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเชื่อว่าจำเลยแสดงตนพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรมรักษา โรคทางตา โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511มาตรา 21, 36 จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยเพียงแต่แสดงวิทยฐานะทางการศึกษากับชื่อและที่ตั้งสถานพยาบาลของจำเลย มิใช่แสดงว่าพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรม พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยศึกษาที่มหาวิทยาลัยมนิลากลางประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับปริญญา เรียกชื่อว่า "ดอกเตอร์ ออฟ ออปโต เมตรี" ซึ่งมีคำแปลว่า "จักษุแพทย์ศาสตร์บัณฑิต" ความหมายของจักษุแพทย์นั้นปรากฏตามเอกสารหมาย ล.2 ว่าได้แก่ ผู้ตรวจสอบสายตา ผู้ประกอบแว่น (ไม่หมายถึงผู้รักษาตาด้วยยาหรือการผ่าตัด) จำเลยได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานพยาบาลแผนปัจจุบัน สาขาเวชกรรม ชื่อสยามคอนแท็คเลนส์คลีนิคแล้วจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร จึงพิมพ์นามบัตรกับใบปลิวที่ใช้โฆษณามีคำว่า จักษุแพทย์ และชื่อสถานพยาบาลของจำเลยถึงแม้จำเลยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็น ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากคณะกรรมการแพทยสภาและทางสมาคมจักษุ โสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย แจ้งให้แพทยสภาทราบว่า ปริญญาของจำเลยถือว่าเป็นจักษุแพทย์ไม่ได้ ก็เป็นแต่เพียงวิทยฐานะทางการศึกษาของจำเลยนั้น ไม่อยู่ภายในข้อบังคับที่จะเข้าเป็นสมาชิกของแพทยสภา และมิใช่ความรู้ในวิชาชีพเวชกรรมของผู้ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 ที่แพทยสภาจะอนุมัติหรือออกวุฒิบัตรแสดงความรู้หรือความชำนาญให้แก่ผู้ ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 เท่านั้น ส่วนการที่จำเลยมีสถานพยาบาลด้วยก็ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้ตั้งสถาน พยาบาลแผนปัจจุบันสาขาเวชกรรม ซึ่งมีแพทย์ประจำ โดยจำเลยมิได้รักษาโรคตา ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดอีกว่า การที่จำเลยโฆษณาหาเสียงสมัครรับเลือกตั้งดังกล่าวได้มีการแสดงออกซึ่งการ กระทำใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ได้แสดงใบปลิวและนามบัตรว่าเป็นจักษุแพทย์ ตามใบปลิวและนามบัตรที่ใช้โฆษณานั้น ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมีเจตนาจะแสดงวิทยฐานะทางการศึกษาตามที่เรียนสำเร็จและได้รับปริญญา บัตรมากับแสดงหลักฐานการประกอบอาชีพ เพื่อจะหาคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการที่จำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น หาได้มีเจตนาที่จะแสดงว่า จำเลยพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรมอันจะเป็นความผิดตามฟ้องไม่

          พิพากษายืน

คำพิพากษาศาลฎีกา คดีแพทย์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติแพทยสภาที่ตัดสินภาคทัณฑ์แพทย์จ่ายยาและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทโดยไม่ตรวจอาการในคลินิก

คำพิพากษาศาลฎีกา คดีแพทย์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติแพทยสภาที่ตัดสินภาคทัณฑ์แพทย์จ่ายยาและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทโดยไม่ตรวจอาการในคลินิก


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4080/2550
นายไพโรจน์ เกิดสมุทร
     โจทก์
แพทยสภา
     จำเลย

ป.วิ.พ. มาตรา 142
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 39

          การสอบสวนของแพทยสภาจำเลยจะชอบด้วยกระบวนการสอบสวนหรือไม่ ต้องมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาพิจารณาปรับเข้ากับข้อกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในคำฟ้องจึงไม่มีประเด็นการสอบสวนชอบหรือไม่ จำเลยจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยว่ากระบวนการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่เป็นธรรมต่อจำเลย จึงไม่ชอบเพราะหากมีประเด็นนี้ในศาลชั้นต้น จำเลยอาจจะนำสืบข้อเท็จจริงต่างจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยได้ การที่จะยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง จะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีด้วย
          โจทก์ไม่ได้ตรวจร่างกาย ป. ก่อนที่ ส. จะจ่ายมา เมื่อยาดังกล่าวเป็นไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 และเออโกตามีน ทาร์เตรต ซึ่งเป็นยาอันตราย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้ป่วยได้และอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสีย เกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ การที่คณะกรรมการของแพทยสภาจำเลยเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวของโจทก์เป็น อันตรายต่อสังคมทั่วไปและเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับแพทย์สภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 หมวด 1 ข้อ 2 และมีมติภาคทัณฑ์โจทก์ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 39 (3) จึงเป็นดุลพินิจที่ชอบ

________________________________


          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยได้รับอนุญาตจากจำเลยและเปิดสถานพยาบาลชื่อรวมแพทย์ข้างฟากคลินิก (ที่ถูกรวมแพทย์ข้ามฟากโพลีคลินิก) ตั้งอยู่เลขที่ 75/18 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการส่งพลตำรวจสมัครประสิทธิ์ ศิริจินดา เข้าไปล่อซื้อยาจากโจทก์และจับกุมโจทก์กับพวกในข้อหาขายยาไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยม วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 และยาแผนปัจจุบันอันตราย โดยไม่มีใบอนุญาตและใบสั่งยาจากแพทย์และยินยอมให้มีการประกอบโรคศิลปะโดยผิดกฎหมาย ต่อมาอัยการจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์กับพวก เพราะโจทก์กับพวกไม่ได้กระทำความผิด คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมที่จำเลยแต่งตั้งแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จำเลยจึงตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 สอบสวนโจทก์และมีความเห็นควรลงโทษว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ แต่จำเลยกลับลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ตามคำสั่งแพทยสภาที่ 2/2541 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2541 โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้เพิกถอนหรือยกเลิกคำสั่งแพทยสภาที่ 2/2541 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2541


          จำเลยให้การว่า คำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว เหตุที่มีการออกคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากได้รับคำร้องเรียนจากประชาชนว่าโจทก์มีพฤติการณ์ที่ไม่ชอบ เลขาธิการแพทยสภาจึงเสนอเรื่องต่อประธานอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง คณะกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาเวชกรรม ชุดที่ 5 มีความเห็นและมีมติว่าคดีมีมูล จำเลยจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า โจทก์สั่งยาไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมให้แก่คนไข้โดยไม่ได้ตราจร่างกายและยาดังกล่าวเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ถือว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่เหมาะสมเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมหมวด 1 ข้อ 2 เห็นสมควรลงโทษว่ากล่าวตักเตือน จำเลยพิจารณาสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 แล้ว เห็นควรเพิ่มโทษเป็นภาคทัณฑ์ จึงเสนอมติของจำเลยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภาเพื่อให้ความเห็นชอบแล้วก่อนที่จำเลยจะออกคำสั่งดังกล่าว จำเลยดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์กับพวกไม่มีผลต่อการสอบสวนด้านจริยธรรมโจทก์ และเหตุที่อัยการจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์เป็นเพราะคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งแพทยสภาที่ 2/2542 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2541 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยได้รับอนุญาตจากจำเลย ตามใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเอกสารหมาย จ.1 โจทก์เปิดสถานพยาบาลใช้ชื่อว่ารวมแพทย์ข้ามฟากโพลีคลินิก เลขที่ 75/81 ถนนศรีสมุทร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2538 พลตำรวจสมัครประสิทธิ์ ศิริจินดา ปลอมตัวเป็นคนไข้เข้าไปที่คลินิกของโจทก์อ้างว่าไม่สบายปวดศีรษะตัวร้อนและ นอนไม่หลับขอให้ช่วยจัดยาให้ โจทก์คิดค่ารักษาพยาบาลในราคา 90 บาท จากนั้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการจับกุมโจทก์ ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่าจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 และจำหน่ายยาแผนปัจจุบันอันตรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ พนักงานสอบสวนส่งยาของกลางไปตรวจพิสูจน์ปรากฏผลตามรายงานการตรวจวิเคราะห์ เอกสารหมาย ล.9 พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์กับพวก ต่อมามีการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของโจทก์โดยแนบสำเนาข่าวจากหนังสือ พิมพ์เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ถูกจับกุมในคดีดังกล่าวไปยังสำนักงานเลขาธิการ แพทยสภา ตามเอกสารหมาย ล.13 เนื่องจากโจทก์เป็นแพทย์ซึ่งประกอบวิชาชีพเวชกรรมอยู่ภายใต้ระเบียบข้อ บังคับของจำเลยว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 เอกสารหมาย ล.4 ออกตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่ 5 ของจำเลยสอบสวนและพิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติกรรมของโจทก์อาจจะทำให้เกิดความ เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพเวชกรรมและยินยอมให้มีการกระทำความ ผิดต่อกฎหมายในสถานพยาบาล คดีมีมูล ตามบันทึกสรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงเอกสารหมาย ล.14 จึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณา ซึ่งมีความเห็นว่าข้อกล่าวหามีมูล ตามบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการแพทยสภาเอกสารหมาย ล.15 จากนั้นส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 ของจำเลยสอบสวนต่อไปโดยแจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบและหมายเรียกโจทก์ไปชี้ แจง ตามเอกสารหมาย ล.1 และโจทก์ให้ปากคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนตามคำให้การเอกสารหมาย ล.5 คณะกรรมการสอบสวนสอบปากคำนายมานิตย์ อรุณกูร พลตำรวจสมัครประสิทธิ์ ศิริจินดาและนายพีรชัย นิลสุวรรณโฆษิต ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ล.6 ถึง ล.8 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการส่งเอกสารเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวให้ แก่คณะอนุกรรมการสอบสวน ตามเอกสารหมาย ล.2 คณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า ยาที่ล่อซื้อจากคลินิกของโจทก์ที่เรียกว่าไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมเป็นวัตถุ ออกฤทธิ์ในประเภท 4 ผู้ป่วยจะซื้อยาดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตจากแพทย์ ซึ่งแพทย์ต้องตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยก่อนจึงจะสั่งยาชนิดนี้ให้แก่ผู้ป่วย แต่โจทก์ไม่ได้ตรวจและวินิจฉัยโรคเช่นเดียวกับแพทย์ทั่วไปก่อนที่จะสั่งยา ให้แก่ผู้ป่วย พฤติกรรมของโจทก์อาจจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ เวชกรรม จึงมีความเห็นควรลงโทษโจทก์ โดยการว่ากล่าวตักเตือนตามรายงานผลการสอบสวนเอกสารหมาย ล.3 คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาแล้วมีมติให้ภาคทัณฑ์โจทก์ ตามบันทึกรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.10 ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการแพทยสภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขซึ่งดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา พิจารณาแล้วเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการแพทยสภา ตามเอกสารหมาย ล.16 จำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์ตามคำสั่งเอกสารหมาย ล.7

          คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกกระบวนการสอบสวนของจำเลยขึ้นวินิจฉัยโดยที่โจทก์มิได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้องชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เห็นว่า การสอบสวนของจำเลยจะชอบด้วยกระบวนการสอบสวนหรือไม่ ย่อมต้องมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาพิจารณาปรับเข้ากับข้อกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในคำฟ้องจึงไม่มีประเด็นการสอบสวนชอบหรือไม่ จำเลยจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยว่ากระบวนการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นธรรมต่อจำเลยเพราะหากมีประเด็นนี้ในศาลชั้นต้น จำเลยอาจจะนำสืบข้อเท็จจริงต่างจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ได้ การที่จะยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง จะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่

          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีคำสั่งภาคทัณฑ์โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ซึ่งโจทก์เคยอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัย สรุปได้ว่า โจทก์ได้ตรวจร่างกายพลตำรวจสมัครประสิทธิ์ ศิริจินดา แล้วโดยชอบ และได้วินิจฉัยอาการของพลตำรวจสมัครประสิทธิ์ จึงได้เขียนใบสั่งยาตามเอกสารหมาย จ.2 โจทก์เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออก ฤทธิ์ไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมโดยชอบ การกระทำของโจทก์จึงมิได้ผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด อัยการจังหวัดสมุทรปราการจึงได้มีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ โจทก์มิได้กระทำการใดๆ อันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ จำเลยจึงไม่อาจมีคำสั่งลงโทษโจทก์ได้นั้น เห็นว่า การกระทำใดๆ อันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพหรือไม่ไม่จำเป็นต้อง เป็นการกระทำความผิดอาญา แต่เป็นเหตุอื่นใดก็ได้แล้วแต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป คดีนี้สืบเนื่องมาจากมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ ตามเอกสารหมาย ล.13 ว่าที่คลินิกรวมแพทย์ข้ามฟากโพลีคลินิกของโจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจดำเนิน คดีฐานลักลอบจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 แล้วเหตุใดคลินิกยังเปิดดำเนินการได้ จำเลยโดยนายกแพทย์สภาขณะนั้นจึงมีคำสั่งส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรม แห่งวิชาชีพเวชกรรมพิจารณา คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่ 5 ได้สอบข้อเท็จจริงแล้ว จึงสรุปผลการแสดงหาข้อเท็จจริง เห็นว่ากรณีคดีมีมูล รายละเอียดปรากฏตามเอกสารสรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงเอกสารหมาย ล.14 คณะกรรมการแพทยสภาจึงได้ประชุมเพื่อพิจารณากรณีของโจทก์และมีมติว่าคดีมีมูล ให้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนโจทก์ กรณีกระทำการอันอาจให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ และยินยอมให้มีการประกอบโรคศิลปะโดยผิดกฎหมายในสถานพยาบาลซึ่งตนเป็นผู้ ดำเนินการอยู่ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ครั้งที่ 2/2539 เอกสารหมาย ล.15 คณะกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 ดำเนินการสอบสวนแล้วได้ข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้สืบทราบว่า สถานพยาบาลรวมแพทย์ข้ามฟากโพลีคลินิก ตั้งอยู่เลขที่ 75/18 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการซึ่งมีโจทก์เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลได้มีการจำหน่าย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและยาแผนปัจจุบันประเภทอันตรายแก่นักเรียนจึงได้ ขอความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจทำการล่อซื้อและดำเนินการจัดกุมในข้อหา จำหน่ายยาโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ จึงมีมติเห็นว่าการกระทำของโจทก์ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมหมวด 1 ข้อ 2 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมย่อมไม่ประเพฤติหรือกระทำการใดๆ อันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพสมควรลงโทษว่ากล่าวตัก เตือน รายละเอียดปรากฏตามสรุปสำนวนสอบสวนเอกสารหมาย ล.3 คณะกรรมการแพทยสภาจึงได้ประชุมในครั้งที่ 9/2540 แล้วมีมติภาคทัณฑ์โจทก์ รายละเอียดปรากฏตามบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการแพทยสภาเอกสารหมาย ล.10 จากข้อเท็จจริงดังกล่าวทั้งหมดสรุปได้ว่า เหตุที่จำเลยภาคทัณฑ์โจทก์ก็เนื่องมาจากการจ่ายยาไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมซึ่ง เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอันเป็นยาอันตรายแก่คนใช้โดยไม่ได้ตรวจ ร่างกายให้ละเอียด โดยพลตำรวจสมัครประสิทธิ์เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า เมื่อพยานเข้าไปในคลินิกของโจทก์พบนางสาวสุพรรณี อาจหาญ พยานแจ้งว่ามีอาการปวดศีรษะนอนไม่หลับนางสาวสุพรรณีได้จ่ายยาให้ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในสรุปสำนวนสอบสวนเอกสารหมาย ล.3 โดยได้ความเพิ่มเติมจากคำให้การของพลตำรวจสมัครประสิทธิ์ต่อคณะกรรมการแพทย สภาว่า ขณะมีการล่อซื้อโจทก์ตรวจคนไข้อยู่ห้องอื่น นางสาวสุพรรณีได้ตะโกนบอกอาการให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงบอกให้นางสาวสุพรรณีจัดยาให้ และในบันทึกการจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจได้บันทึกพฤติการณ์ในการจับกุมโดยมี รายละเอียดการล่อซื้อไว้ด้วย โจทก์และนางสาวสุพรรณีก็ให้การรับสารภาพ ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 8 จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ตรวจร่างกายพลตำรวจสมัครประสิทธิ์ก่อนที่นางสุพร รณีจะจ่ายยา เมื่อจัดส่งยาดังกล่าวไปตรวจวิเคราะห์พบว่าเป็นไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมวัตถุ ออกฤทธิ์ในประเภท 4 และเออโกตามีน ทาร์ เตรต ซึ่งเป็นยาอันตราย ตามผลการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย ล.9 การกระทำของโจทก์จึงเป็นการขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่อาจเกิดอันตรายต่อ สุขภาพและชีวิตของผู้ป่วยได้และอาจเป็นเหตุให้เลื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่ง วิชาชีพ ดังนั้น การที่คณะกรรมการของจำเลยพิจารณาแล้ว เห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวของโจทก์เป็นอันตรายต่อสังคมทั่วไป และเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 หมวด 1 ข้อ 2 และมีมติภาคทัณฑ์โจทก์ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 39 (3) ถือว่าเป็นดุลพินิจที่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

          พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ



( บุญส่ง น้อยโสภณ - ชาลี ทัพภวิมล - สิทธิชัย พรหมศร )


คำแปลข้อกำหนดว่าด้วยการคุ้มครองการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์การแพทย์ (สปป.ลาว)


ข้อกำหนดว่าด้วยการคุ้มครองการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์การแพทย์
ผู้แปล ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์


สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
สันติภาพ เอกราช ประชาธิปไตย เอกภาพ วัฒนาถาวร
กระทรวงสาธารณสุข                                                    เลขที่ 2581/กซส

นครหลวงเวียงจันทน์ วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.2003

ข้อกำหนดว่าด้วยการคุ้มครองการโฆษณาอาหาร ยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์

-          อิงตามกฎหมายว่าด้วยยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์ ฉบับเลขที่ 01/สพซ, ลงวันที่ 8 เมษายน ค.ศ.2000
-          อิงตามดำรัสของนายกรัฐมนตรี ฉบับเลขที่ 020/ นย, ลงวันที่ 19/03/99 ว่าด้วยการจัดตั้งและเคลื่อนไหวของกระทรวงสาธารณสุข
-          อิงตามการเสนอของกรมอาหารและยา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกข้อกำหนด:

หมวดที่ 1
หลักการรวม

มาตรา 1. จุดประสงค์และความคาดหมาย
1.      จุดประสงค์
-          เพื่อคุ้มครองบรรดาหัวหน่วยธุรกิจด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์การแพทย์ ทั้งภาครัฐและเอกชนให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบที่ทางการประกาศใช้
-          เพื่อปกป้องผู้บริโภคให้ได้รับแต่อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย
-          เพื่อจัดหาข้อมูลข่าวสารอันจำเป็น ถูกต้อง และเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง
2.      ความคาดหมาย
-          ทำให้บรรดาบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านอาหารและยา เคลื่อนไหวถูกต้องและบรรลุตามมาตรฐานที่ทางการกำหนด
-          ทำให้การคุ้มครอง การจัดหาข้อมูล และการติดตามตรวจตรา การเผยแพร่ และการโฆษณาอาหารและยาให้มีความเป็นเอกภาพกันในขอบเขตทั่วประเทศ

มาตรา 2. นิยาม
1.      อาหาร เป็นวัตถุใดที่ยังดิบ หรือได้ปรุงแต่งกึ่งสำเร็จรูป และสำเร็จรูป ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อการบริโภคของมนุษย์ รวมทั้งเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว และวัตถุใด ถูกใช้ในการผลิต การปรุงแต่ง หรือผ่านการดัดแปลงด้วยวิธีการใด แต่ไม่รวมเครื่องสำอาง ยาสูบ หรือสารต่าง ๆ ที่ใช้เป็นยา
2.      ยา เป็นวัตถุอย่างหนึ่งหรือวัตถุประกอบหลายอย่างที่ออกฤทธิ์และไม่ออกฤทธิ์ผสมเข้ากัน ที่ใช้สำหรับป้องกัน บำบัดรักษาโรค ช่วยในการพิสูจน์และวินิจฉัยโรค บรรเทาอาการเจ็บปวด แก้ไขปรับปรุง กระตุ้นบำรุงรักษา หรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่การทำงานของร่างกาย ฟื้นฟูสุขภาพกายและจิตใจของคน
3.      ผลิตภัณฑ์การแพทย์ เป็นวัตถุใดที่มีการนำใช้ในวงการแพทย์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ใดที่ใช้ทั่วไปในสังคม ซึ่งสามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของสังคม เช่น อาหารเสริมทางการแพทย์ เครื่องสำอาง และอื่น ๆ


หมวดที่ 2
การคุ้มครองการเผยแพร่

มาตรา 3. ทุกการเผยแพร่เพื่อส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้ดำเนินธุรกิจต้องได้รับการตรวจตรา คุ้มครองด้านเนื้อหา และรูปภาพจากเจ้าหน้าที่อาหารและยา และแขนงการที่เกี่ยวข้องแต่ละขั้น เพื่อพิจารณารับประกันให้ผู้บริโภคอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์การแพทย์ ให้มีการใช้อย่างสมเหตุสมผลและมีความปลอดภัย

มาตรา 4. รูปแบบการเผยแพร่
1.      จัดสัมมนา ฝึกอบรม การประชุมวิทยาศาสตร์หรือการประชุมวิชาการ
2.      เผยแพร่ ผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เทป สมุดหนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร แผ่นพับ โปสเตอร์ สติกเกอร์ จัดวางแสดงต่าง ๆ ตลาดนัด และอื่น ๆ


หมวดที่ 3
การคุ้มครองการโฆษณา

มาตรา 5. ทุกการโฆษณาเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของผู้ดำเนินธุรกิจ ต้องได้รับการตรวจตรา การคุ้มครองด้านเนื้อหา และรูปแบบจากเจ้าหน้าที่อาหารและยาและแขนงการที่เกี่ยวข้องแต่ละขั้น

มาตรา 6. บุคคลหรือนิติบุคคลใดที่ดำเนินธุรกิจด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์การแพทย์ ต้องรับผิดชอบต่อข้อความ เนื้อหาด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์การแพทย์ หลีกเลี่ยงคำกล่าวที่มีลักษณะชวนเชื่อเกินความเป็นจริง


หมวดที่ 4
ผู้มีสิทธิขออนุญาตเผยแพร่ หรือโฆษณา

มาตรา 7. ผู้มีสิทธิขออนุญาตเผยแพร่หรือโฆษณาด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์การแพทย์ ต้องเป็นบริษัทส่งออก-นำเข้า โรงงาน หรือตัวแทนจำหน่ายอาหารที่ได้รับอนุญาต ให้ดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบการต่าง ๆ ของแขนงการที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 8. ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และไม่เคยจำหน่ายใน สปป.ลาว แต่ต้องการเผยแพร่หรือโฆษณา ต้องมีใบรับรองคุณภาพหรือใบอนุญาตจำหน่ายจากองค์การจัดตั้งของรัฐที่เกี่ยวข้องของประเทศผู้ผลิต


หมวดที่ 5
ขั้นตอนและการเตรียมเอกสารเพื่อขออนุญาตเผยแพร่หรือโฆษณา

มาตรา 9. ขั้นตอนในการขออนุญาต
          บุคคลหรือนิติบุคคลใดที่มีจุดประสงค์ขอเผยแพร่หรือโฆษณาด้านผลิตภัณฑ์อาหาร ยา หรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ ต้องปฏิบัติดังนี้
1.      สำหรับบริษัท หรือโรงงานที่มีการลงทุน หรือร่วมมือกับต่างประเทศ ให้ประกอบเอกสารตามมาตรา 10 ของข้อกำหนดฉบับนี้ แล้วยื่นผ่านห้องการสาธารณสุขเมืองและจังหวัดตามลำดับที่บริษัทหรือโรงงานตั้งอยู่ แล้วส่งกรมอาหารและยาเพื่อพิจารณาอนุมัติ
2.      สำหรับบริษัทหรือโรงงานที่มีลงทุนจากภายในประเทศ ให้ประกอบเอกสารตามมาตรา 10 ของข้อกำหนดฉบับนี้ แล้วยื่นผ่านห้องการสาธารณสุขเมืองที่บริษัทหรือโรงงานตั้งอยู่ แล้วนำส่งแผนกสาธารณสุขจังหวัด นครหลวงเวียงจันทน์ และเขตพิเศษเพื่อพิจารณาอนุมัติ

มาตรา 10. การประกอบเอกสารเพื่อขออนุญาต
          บรรดาเอกสารต่าง ๆ เพื่อขออนุญาตเผยแพร่ หรือโฆษณาต้องประกอบด้วย
1.      สำหรับจัดสัมมนา ฝึกอบรม  จัดการประชุมวิชาการ การวางแสดง และอื่น ๆ
-          ใบคำร้องตามแบบฟอร์มของกรมอาหารและยา
-          ใบรับรองคุณภาพหรือใบอนุญาตจำหน่ายจากองค์การจัดตั้งของรัฐของประเทศผู้ผลิต
-          แจ้งรายการผลิตภัณฑ์หรือสิ่งพิมพ์พร้อมด้วยจำนวนและมูลค่า
-          เนื้อหาเอกสารหรือบทความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ 3 ฉบับ (เป็นภาษาลาว ฝรั่งเศส หรืออังกฤษ)
-          ตัวแบบหรือตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่จะมาเผยแพร่ที่บรรจุในหน่วยเล็กสุด 2 ตัวอย่าง
-          ประวัติย่อของวิทยากร
-          แจ้งเป้าหมายและจำนวนผู้ที่จะเข้าร่วม
2.      สำหรับผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ วิดิทัศน์ โทรโข่ง นอกจากประกอบเอกสารตามที่กล่าวไว้ในมาตรา 10.1 ต้องมี
-          ใบรับรองการขึ้นทะเบียน 3 ฉบับ
3.      สำหรับผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร สติ๊กเกอร์ โปสเตอร์ สมุดหนังสือ ปฏิทิน ป้ายและอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกจากประกอบเอกสารตามที่กล่าวไว้ในมาตรา 10.1 และ 10.2
-          ร่างสิ่งพิมพ์ที่จะพิมพ์

มาตรา 11. อายุของการโฆษณา
1.      สำหรับผ่านสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ (ยกเว้นสติ๊กเกอร์) เช่น ป้าย โปสเตอร์ แผ่นพับ สมุดหนังสือ ปฏิทิน และอุปกรณ์อื่น ๆ มีอายุการโฆษณา 1 ปี
2.      สำหรับการโฆษณาผ่านสื่อมวลชน แชะสติ๊กเกอร์ มีอายุการโฆษณา 3 เดือน


หมวดที่ 6
นโยบาย ข้อห้าม และมาตรการต่อผู้ละเมิด

มาตรา 12. นโยบายต่อผู้ที่มีผลงาน
          บุคคลหรือนิติบุคคลหากเผยแพร่ หรือโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร ยา หรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ถูกต้องตามระเบียบการ จะได้รับการยกย่องอย่างเหมาะสมจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 13. ข้อห้าม
1.      ห้ามทุกรูปแบบการเผยแพร่หรือโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร ยา หรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากกรมอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
2.      ห้ามการแผยแพร่หรือโฆษณายาและผลิตภัณฑ์การแพทย์ด้วยรูปแบบการจับฉลาก ชิงโชค และแข่งขันให้รางวัลอื่น ๆ

มาตรา 14. มาตรการต่อผู้ละเมิด
          บุคคลหรือนิติบุคคลใดหากละเมิดมาตรา 13.1 และ 13.2 จะถูกปฏิบัติด้วยมาตรการดังนี้
-          ครั้งที่ 1: กล่าวตักเตือนและศึกษาอบรมพร้อมทั้งเขียนใบปฏิญาณตน
-          ครั้งที่ 2: ปรับ 1,500,000 กีบ
-          ครั้งที่ 3: ตัดสิทธิโฆษณาของบริษัท และปรับ 3,000,000 กีบ


หมวดที่ 7
การจัดตั้งปฏิบัติ

มาตรา 15 มอบให้กรมอาหารและยา ขยายให้ละเอียดและจัดจั้งปฏิบัติตามข้อกำหนดฉบับนี้ โดบร่วมกับแผนกสาธารณสุขจังหวัด นครหลวงเวียงจันทน์ เขตพิเศษและบรรดาแขนงการอื่นที่เกี่ยวข้องในขอบเขตทั่วประเทศ

มาตรา 16 ข้อกำหนดฉบับนี้ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันลงนามเป็นต้นไป และใช้แทนกฎระเบียบในการอนุญาตการโฆษณาฉบับเลขที่ 3226/ภซส ลงวันที่ 27/9/1997

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ดร.ปอนเมก ดาลาลอย

__________
หมายเหตุ
          ข้อกำหนดว่าด้วยการคุ้มครองการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์การแพทย์ ค.ศ.2003 ฉบับนี้ อิงตามกฎหมายว่าด้วยยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์ ฉบับเลขที่ 01/สพซ, ลงวันที่ 8 เมษายน ค.ศ.2000 ปัจจุบันกฎหมายฉบับนี้ได้ปรับปรุงใหม่เป็น กฎหมายว่าด้วยยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์ (ฉบับปรับปรุง) ฉบับเลขที่ 07/สพซ วันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ.2011 ขณะนี้แปลข้อกำหนดฉบับนี้ยังไม่พบข้อกำหนดตามกฎหมายฉบับใหม่ อีกทั้งข้อกำหนดฉบับนี้ไม่ขัดกับกฎหมายฉบับปรับปรุงใหม่ จึงยังคงใช้ได้ต่อไป


วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คำแปลข้อกำหนดว่าด้วยการบริจาคยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์ (สปป.ลาว)


ข้อกำหนดว่าด้วยการบริจาคยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์
ผู้แปล ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์
คำแปลนี้มีลิขสิทธิ์ โปรดใช้ด้วยความระมัดระวัง

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
สันติภาพ เอกราช ประชาธิปไตย เอกภาพ วัฒนาถาวร
กระทรวงสาธารณสุข                                                    เลขที่ 2579/กซส

นครหลวงเวียงจันทน์ วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.2003

ข้อกำหนดว่าด้วยการบริจาคยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์

-          อิงตามกฎหมายว่าด้วยยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์ ฉบับเลขที่ 01/สพซ, ลงวันที่ 8 เมษายน ค.ศ.2000
-          อิงตามดำรัสของนายกรัฐมนตรี ฉบับเลขที่ 020/ นย, ลงวันที่ 19/03/99 ว่าด้วยการจัดตั้งและเคลื่อนไหวของกระทรวงสาธารณสุข
-          อิงตามนโยบายแห่งชาติด้านยา ข้อ 6.31 เกี่ยวกับยาช่วยเหลือเปล่า
-          อิงตามการเสนอของกรมอาหารและยา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกข้อกำหนด:

หมวดที่ 1
หลักการรวม

มาตรา 1. จุดประสงค์และระดับคาดหมาย
1.      จุดประสงค์
          เพื่อคุ้มครองการบริจาคยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์ ให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ตามจุดประสงค์ของผู้บริจาค และสามารถนำไปใช้ได้ในการรักษาสุขภาพ ตามความต้องการของผู้รับ
2.      ระดับคาดหมาย
          ยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่บริจาคนั้นต้องมีคุณภาพดี ส่งถึงสถานที่ หรือบุคคลที่ต้องการอย่างรวดเร็ว และอยู่ในสภาพที่ดี

หมวดที่ 2
การกำหนดเกี่ยวกับการรับบริจาค

มาตรา 2. การบริจาคยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์
          การบริจาคยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์ ประกอบด้วยจำนวน หรือเป็นชุดที่มีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการรักษาสุขภาพ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่เป็นรูปแบบของการค้า โดยทั่วไปแล้วมาจากองค์การจัดตั้งของรัฐ เอกชนทั้งภายในและต่างประเทศ

มาตรา 3. การรับบริจาค
          การบริจาคสามารถปฏิบัติได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบระหว่างผู้รับบริจาคกับแขนงการสาธารณสุขเท่านั้น

มาตรา 4. เนื้อหาของข้อตกลงเห็นชอบ
          การตกลงเห็นชอบดังที่กล่าวไว้ในมาตรา 3 ของกฎหมายฉบับนี้ ต้องประกอบด้วยเนื้อหา ดังต่อไปนี้
ก.      ชื่อของยารักษาโรคและผลิตภัณฑ์การแพทย์
          - สำหรับยาบำบัดโรคใส่ชื่อการค้าและชื่อสามัญทางยา
          - สำหรับอุปกรณ์การแพทย์หรือสิ่งของอื่น ๆ ให้พรรณนาลักษณะทั่วไปและชื่อการค้า (เช่น กล้องถ่ายรังสีสำหรับใช้ในแขนงทันตแพทย์ ยี่ห้อ “Philips” หรือ “Dentogram” เป็นต้น) 
ข.      ปริมาณหรือจำนวนของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่จะจัดหาให้
ค.      รูปแบบของยาและความแรงของยา (เช่น ยาเม็ด 50 มิลลิกรัม, ยาฉีด 100 มิลลิกรัม และอื่น ๆ) หรือกำหนดหมายเทคนิคเฉพาะของสินค้า (เช่น ฟิล์มถ่ายรูปยี่ห้อ Kodak ชนิด XR/245)
ง.       ปริมาณบรรจุ (เช่น กล่องหรือถุง 1,000 เม็ด, ห่อสำหรับใช้ส่วนตัว และอื่น ๆ)
จ.      อายุการใช้งานของยาหรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ใดที่มีอายุการใช้งานสั้น (ตัวอย่าง ฟิล์มรูป ชุดวินิจฉัยโรค เป็นต้น)
ฉ.      การคาดคะเนเวลาและเส้นทางที่จะส่งสินค้ามาถึง สปป.ลาว หรือปลายทางพื้นที่ที่รับบริจาค
ช.      ปัญหาอื่นที่ยกขึ้นโดยผู้บริโภค หรือผู้ที่จะรับบริจาค เช่น เอกสารที่แสดงว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นสามารถขายอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายในประเทศต้นกำเนิดของสินค้าที่บริจาค

มาตรา 5. การนำเข้าและการตรวจตรา
          การบริจาคภายในหรือต่างประเทศที่ได้ตกลงกันแล้วนั้น จะอนุญาตให้นำเข้ามาใน สปป.ลาวได้ ก็ต่อเมื่อมีการตกลงเห็นชอบตามที่ได้ระบุไว้ในมาตรา 4 ของข้อกำหนดฉบับนี้ เมื่อเวลายา ผลิตภัณฑ์การแพทย์มาผ่านด่าน สปป.ลาว ต้องได้รับการตรวจตราจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำด่าน

หมวดที่ 3
หน้าที่ในการบริจาค

มาตรา 6. หน้าที่ของผู้บริจาค
1.      การตระเตรียมการบริจาค
     ยาป้องกันโรคหรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่จะบริจาคนั้น ต้องมีอายุการใช้งานอย่างต่ำ 12 เดือนขึ้นไป นับแต่วันนำเข้า สปป.ลาว (ยกเว้นกรณีพิเศษ) ผลิตภัณฑ์การแพทย์บางชนิดสามารถใช้ได้หลายปี ถ้าผลิตภัณฑ์การแพทย์มือสอง ต้องมีใบรับรองว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นยังอยู่ในสภาพดีและใช้งานได้ ผู้บริจาคต้องจัดหาแต่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเวาะหาเครื่องอะไหล่และซ่อมแซมได้
2.      การติดฉลากหรือป้ายในหีบห่อใหญ่
·       การติดฉลาก ควรบ่งบอกถึงลักษณะของผลิตภัณฑ์อย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะผู้ผลิตและอายุการใช้งาน
·       เมื่อใดยาหรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่บรรจุในหีบห่อขนาดเล็กแต่ถูกรวมในหีบห่อขนาดใหญ่ ต้องเขียนฉลากเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศสข้างนอกของหีบห่อขนาดใหญ่
·       เมื่อใดหากจัดหายาในหีบห่อเฉพาะสำหรับผู้ป่วย ยาเหล่านั้นต้องติดฉลากเฉพาะแต่ละกล่อง ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรติดฉลากเป็นภาษาลาว
·       เมื่อใดหากจัดหาผลิตภัณฑ์การแพทย์ การจัดหานั้นต้องรับประกันว่า คู่มือการใช้ยังครบถ้วน และผลิตภัณฑ์เหล่านั้นยังสามารถใช้และบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิผล
3.      ชุดการผลิต
ยาที่บริจาค ควรอยู่ในชุดการผลิตเดียวกัน
4.      การหุ้มห่อ
     ยาหรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่มีการบริจาค ต้องบรรจุเป็นอย่างดีเพื่อป้องกันการกระทบ ถูกความชื้น หรือแสงแดด เพื่อรับประกันให้ยาหรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ดังกล่าวอยู่ในสภาพที่ดีเมื่อไปถึงผู้รับ
     ยาและสิ่งของบางชนิดที่มีความจำเป็นต้องหุ้มห่อและเก็บรักษาอยู่ในเงื่อนไขพิเศษ เช่น น้ำยาตรวจวินิจฉัย และวัคซีน ต้องเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิต่ำ และในฉลากต้องบ่งบอกแจ้งเกี่ยวกับเงื่อนไขการเก็บรักษาและการขนส่ง
5.      เครื่องอะไหล่เปลี่ยนแทน
สิ่งของที่บริจาคหากเป็นเครื่องอุปกรณ์การแพทย์ หรือเครื่องจักร เพื่อรับประกันอายุการใช้ให้ยาวนาน ควรประกอบเครื่องอะไหล่เปลี่ยนแทนที่จำเป็นให้พร้อม

มาตรา 7. หน้าที่ของผู้รับบริจาค
1.      ต้องปฏิบัติตามเนื้อหาของสัญญาที่ได้ตกลงกันแล้ว
2.      ต้องส่งสิ่งของที่บริจาคนั้นไปถึงสถานที่หรือท้องถิ่นพื้นที่เป็นเป้าหมายของการบริจาค
3.      ได้รับการยกเว้นภาษี และค่าผ่านด่านทางการต่าง ๆ (ในกรณีการบริจาคจากต่างประเทศ)
4.      ต้องรายงานให้ผู้บริจาคทราบภายหลังได้รับภายใน 90 วัน

มาตรา 8. จุดประสานงานของการบริจาค
          จุดประสานงานของการบริจาคใน สปป.ลาว คือ กรมอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข

หมวดที่ 4
การยกย่องผู้ที่มีผลงาน และมาตรการต่อผู้ละเมิด

มาตรา 9. การยกย่องต่อผู้ที่มีผลงาน
          บุคคล นิติบุคคล หรือการจัดตั้งใดในภายในและต่างประเทศ หากได้ปฏิบัติตามเนื้อหาของข้อกำหนดฉบับนี้ จะได้รับการพิจารณายกย่อง และชมเชยตามความเหมาะสม

มาตรา 10. มาตรการต่อผู้ละเมิด
          บุคคล นิติบุคคล หรือการจัดตั้งใด หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดฉบับนี้ จะได้ถูกกล่าวเตือน และรับผิดชอบต่อผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบริจาคนั้น

หมวดที่ 5
การจัดตั้งปฏิบัติ


มาตรา 11. มอบหมายให้กรมอาหารและยา กรมบำบัดรักษา แผนกสาธารณสุขจังหวัด, นครหลวงเวียงจันทน์, เขตพิเศษและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอื่น จงพร้อมกันขยายและจัดตั้งปฏิบัติข้อกำหนดฉบับนี้อย่างมีประสิทธิผล

มาตรา 12 ข้อกำหนดฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันลงนามเป็นต้นไป ข้อกำหนดหรือแจ้งการต่าง ๆ ที่ประกาศใช้ก่อนหน้าหากขัดกับข้อกำหนดฉบับนี้ ล้วนแต่ถูกยกเลิก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ดร.ปอนเมก ดาลาลอย

__________
หมายเหตุ
          ข้อกำหนดว่าด้วยการบริจาคยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์ ค.ศ.2003 ฉบับนี้ อิงตามกฎหมายว่าด้วยยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์ ฉบับเลขที่ 01/สพซ, ลงวันที่ 8 เมษายน ค.ศ.2000 ปัจจุบันกฎหมายฉบับนี้ได้ปรับปรุงใหม่เป็น กฎหมายว่าด้วยยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์ (ฉบับปรับปรุง) ฉบับเลขที่ 07/สพซ วันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ.2011 ขณะนี้แปลข้อกำหนดฉบับนี้ยังไม่พบข้อกำหนดตามกฎหมายฉบับใหม่ อีกทั้งข้อกำหนดฉบับนี้ไม่ขัดกับกฎหมายฉบับปรับปรุงใหม่ จึงยังคงใช้ได้ต่อไป